← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาปี 1928 ในรัฐจอร์เจีย

สรุปใจความสำคัญ

  • เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ จากพรรครีพับลิกัน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 1928 ในรัฐจอร์เจีย
  • เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่รัฐจอร์เจียไม่ได้เลือกผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้สมัครพรรคเดโมแครต อัลเฟรด อี. สมิธ พ่ายแพ้คือการเป็นชาวคาทอลิกและจุดยืนเรื่องการยกเลิกกฎหมายห้ามจำหน่ายสุรา
  • รัฐจอร์เจียในขณะนั้นเป็นรัฐที่ครอบงำโดยพรรคเดโมแครตและมีการจำกัดสิทธิการเลือกตั้งของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาปี 1928 ในรัฐจอร์เจีย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1928 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั่วประเทศ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐจอร์เจียได้เลือกตัวแทนหรือคณะผู้เลือกตั้ง (Electors) จำนวน 14 ท่าน เพื่อทำหน้าที่ลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี

ภาพบุคคลสำคัญในการเลือกตั้งปี 1928
บุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการเมืองสหรัฐฯ ช่วงปี 1928

บริบททางการเมืองของรัฐจอร์เจีย

นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1880 รัฐจอร์เจียมีลักษณะเป็นรัฐที่มีพรรคการเมืองเดียว (One-party state) โดยถูกครอบงำโดยพรรคเดโมแครตอย่างเบ็ดเสร็จ ยกเว้นในบางเคาน์ตี้ทางตอนเหนือของรัฐ เช่น Fannin, Pickens, Gilmer และ Towns ซึ่งมีประวัติความเป็น Unionist (ผู้สนับสนุนสหภาพ) มาอย่างยาวนาน

ในช่วงเวลานั้น พรรคเดโมแครตในรัฐจอร์เจียทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ระบอบความเหนือกว่าของคนผิวขาว (White Supremacy) โดยมีการจำกัดสิทธิการเลือกตั้งของชาวแอฟริกัน-อเมริกันเกือบทั้งหมด รวมถึงคนผิวขาวที่ยากจน ทำให้พรรครีพับลิกันแทบจะไม่มีบทบาททางการเมืองนอกเหนือจากรัฐบาลท้องถิ่นในบางพื้นที่ทางตอนเหนือ การเลือกตั้งที่มีการแข่งขันกันจริงๆ จึงเกิดขึ้นเพียงในระดับการเลือกตั้งขั้นต้น (Primaries) ของพรรคเดโมแครต ซึ่งกฎหมายรัฐกำหนดให้จำกัดเฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น

ความขัดแย้งและตัวเลือกผู้สมัคร

ในการเลือกตั้งปี 1928 พรรคเดโมแครตได้เสนอชื่อ อัลเฟรด อี. สมิธ (Alfred E. Smith) อดีตผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก 4 สมัย เป็นผู้สมัครประธานาธิบดี ซึ่งสร้างความตึงเครียดอย่างมากในรัฐจอร์เจียและรัฐทางตอนใต้ของสหรัฐฯ เนื่องจากปัจจัยหลักสองประการ:

  • ศาสนา: สมิธเป็นชาวคาทอลิก ซึ่งสร้างความกังวลให้กับชาวโปรเตสแตนต์สายพื้นฐานนิยม (Fundamentalist Protestants) ในรัฐทางตอนใต้ที่เกรงว่าสมิธจะยอมให้พระสันตะปาปาและนักบวชเข้ามามีอิทธิพลเหนือการบริหารประเทศ
  • ทัศนคติต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: สมิธมีแนวคิดแบบ "Wet" หรือสนับสนุนให้ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายห้ามจำหน่ายสุรา (Volstead Act) ซึ่งขัดกับความเชื่อของชาวใต้ที่ส่วนใหญ่เป็นสาย "Dry" หรือสนับสนุนการห้ามดื่มสุรา
ภาพประวัติศาสตร์การรณรงค์หาเสียง
บรรยากาศการหาเสียงในช่วงปี 1928

แม้ว่าสมิธจะพยายามลดความกังวลโดยการเลือก โจเซฟ ที. โรบินสัน (Joseph T. Robinson) ซึ่งเป็นชาวใต้และสาย "Dry" มาเป็นผู้สมัครรองประธานาธิบดี แต่ความหวาดกลัวต่ออัตลักษณ์ของสมิธยังคงฝังรากลึกในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวจอร์เจีย

ผลการเลือกตั้งและนัยสำคัญ

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่รัฐจอร์เจียไม่ได้มอบคะแนนคณะผู้เลือกตั้งให้กับพรรคเดโมแครต โดย เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (Herbert Hoover) ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน สามารถเอาชนะอัลเฟรด อี. สมิธ และคว้าคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในรัฐจอร์เจียไปได้

แผนที่แสดงผลการเลือกตั้งปี 1928 ในรัฐจอร์เจีย
การกระจายตัวของคะแนนเสียงในแต่ละเคาน์ตี้ของรัฐจอร์เจีย

ชัยชนะของฮูเวอร์ในรัฐจอร์เจียไม่ได้เกิดจากความนิยมในพรรครีพับลิกันที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน แต่เกิดจากความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อตัวบุคคลและพื้นฐานทางศาสนาของผู้สมัครพรรคเดโมแครต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและศาสนาที่รุนแรงในสหรัฐอเมริกายุคนั้น

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ ถึงชนะการเลือกตั้งในรัฐจอร์เจียปี 1928?

ฮูเวอร์ชนะเนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐจอร์เจียส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ อัลเฟรด อี. สมิธ ผู้สมัครพรรคเดโมแครต เนื่องจากสมิธเป็นชาวคาทอลิกและสนับสนุนการยกเลิกกฎหมายห้ามจำหน่ายสุรา ซึ่งขัดกับความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาวจอร์เจียในขณะนั้น

สถานะทางการเมืองของรัฐจอร์เจียก่อนปี 1928 เป็นอย่างไร?

รัฐจอร์เจียเป็นรัฐพรรคเดียว (One-party state) ที่ถูกครอบงำโดยพรรคเดโมแครตอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีการกีดกันชาวแอฟริกัน-อเมริกันและคนผิวขาวที่ยากจนออกจากกระบวนการเลือกตั้ง

อัลเฟรด อี. สมิธ คือใคร?

เขาเป็นอดีตผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก 4 สมัย และเป็นผู้สมัครประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตในปี 1928 ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้อพยพจากยุโรปใต้และตะวันออก

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ส่งผลอย่างไรต่อการเมืองจอร์เจีย?

เป็นการทำลายสถิติการครองอำนาจของพรรคเดโมแครตในรัฐจอร์เจียชั่วคราว แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างพรรคการเมืองในระยะยาว เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาต่อตัวผู้สมัครมากกว่าความนิยมในพรรครีพับลิกัน