← กลับไปยังบทความทั้งหมด

รอบน็อกเอาต์ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2023–24

สรุปใจความสำคัญ

  • เรอัล มาดริด คว้าแชมป์โดยเอาชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศ
  • การแข่งขันใช้ระบบเหย้า-เยือนในทุกรอบยกเว้นนัดชิงชนะเลิศ และไม่มีการใช้กฎประตูทีมเยือน
  • นัดชิงชนะเลิศจัดขึ้นที่สนามเวมบลีย์ กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2024
  • มีทีมเข้าร่วมรอบน็อกเอาต์ทั้งหมด 16 ทีมที่ผ่านมาจากรอบแบ่งกลุ่ม

การแข่งขันรอบน็อกเอาต์ของ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2023–24 เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ และสิ้นสุดลงในวันที่ 1 มิถุนายน 2024 โดยมีนัดชิงชนะเลิศจัดขึ้นที่สนามเวมบลีย์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อตัดสินหาแชมป์ของฤดูกาลนี้ โดยมีทีมที่ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ทั้งหมด 16 ทีม

รูปแบบการแข่งขัน

การแข่งขันในรอบน็อกเอาต์ทุกรอบ ยกเว้นนัดชิงชนะเลิศ จะใช้ระบบเหย้า-เยือน (Two legs) โดยทีมที่ทำประตูรวมได้มากกว่าจะเป็นผู้ชนะและผ่านเข้าสู่รอบถัดไป หากผลประตูรวมเสมอกัน จะมีการต่อเวลาพิเศษ 30 นาที โดยไม่มีการใช้กฎประตูทีมเยือน (Away goals rule) และหากยังเสมอกันอยู่ จะตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ

เกณฑ์การจับสลาก

  • รอบ 16 ทีมสุดท้าย: ทีมที่ชนะเลิศกลุ่ม 8 ทีมจะถูกวางเป็นทีมวาง (Seeded) และทีมรองชนะเลิศกลุ่ม 8 ทีมจะเป็นทีมไม่วาง ทีมวางจะจับคู่กับทีมไม่วาง และทีมวางจะได้เล่นในบ้านเป็นนัดที่สอง โดยห้ามทีมจากกลุ่มเดียวกันหรือสมาคมฟุตบอลเดียวกันจับคู่กัน
  • รอบ 8 ทีมสุดท้ายและรอบรองชนะเลิศ: ไม่มีการวางทีม และทีมจากกลุ่มเดียวกันหรือสมาคมเดียวกันสามารถจับคู่กันได้ โดยการจับสลากทั้งสองรอบนี้จะทำพร้อมกันก่อนเริ่มการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้าย

สรุปผลการแข่งขัน

รอบ 16 ทีมสุดท้าย

การแข่งขันนัดแรกเริ่มตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ และนัดที่สองสิ้นสุดในวันที่ 13 มีนาคม 2024 โดยมีผลการแข่งขันที่น่าสนใจดังนี้:

  • เรอัล มาดริด ผ่านเข้ารอบหลังจากชนะ แอลบีวี พอร์โต 2–1 ประตูรวม
  • แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผ่านเข้ารอบอย่างขาดลอยด้วยการชนะ โคเปนเฮเกน 6–2 ประตูรวม
  • บาเยิร์น มิวนิก ชนะ อินเตอร์ มิลาน 3–1 ประตูรวม
  • โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ชนะพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น 3–1 ประตูรวม
  • ปารีส แซงต์-แชร์แมง ชนะ เรอัล โซเซียดัด 4–1 ประตูรวม
  • บาร์เซโลนา ชนะ นาโปลี 4–2 ประตูรวม
  • อาร์เซนอล ชนะ เอฟซี ปอร์โต ด้วยการดวลจุดโทษ 4–2 หลังจากเสมอกัน 1–1 ประตูรวม
  • แอตเลติโก มาดริด ชนะ เอสแอล เบนฟิกา ด้วยการดวลจุดโทษ 3–2 หลังจากเสมอกัน 2–2 ประตูรวม

รอบ 8 ทีมสุดท้าย

การแข่งขันจัดขึ้นในช่วงวันที่ 9–17 เมษายน 2024 โดยมีทีมที่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศดังนี้:

  • บาเยิร์น มิวนิก ชนะ อาร์เซนอล 3–2 ประตูรวม
  • โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ชนะ แอตเลติโก มาดริด 5–4 ประตูรวม
  • เรอัล มาดริด ชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 4–4 ประตูรวม (ชนะจุดโทษ 4–3)
  • ปารีส แซงต์-แชร์แมง ชนะ บาร์เซโลนา 6–4 ประตูรวม

รอบรองชนะเลิศ

การแข่งขันนัดแรกเริ่มวันที่ 30 เมษายน และนัดที่สองสิ้นสุดวันที่ 8 พฤษภาคม 2024:

  • โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ชนะ ปารีส แซงต์-แชร์แมง 2–0 ประตูรวม
  • เรอัล มาดริด ชนะ บาเยิร์น มิวนิก 4–3 ประตูรวม

นัดชิงชนะเลิศ

นัดชิงชนะเลิศแข่งขันเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2024 ณ สนามเวมบลีย์ โดย เรอัล มาดริด สามารถเอาชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไปได้ 2–0 ประตู จากการทำประตูของ ดานี การ์บาฆาล (นาทีที่ 74) และ วินิซิอุส จูเนียร์ (นาทีที่ 83) ส่งผลให้เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ประจำฤดูกาล 2023–24 ได้สำเร็จ

คำถามที่พบบ่อย

ใครคือผู้ชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2023–24?

เรอัล มาดริด เป็นผู้ชนะเลิศ โดยเอาชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศ

กฎประตูทีมเยือนถูกนำมาใช้ในฤดูกาลนี้หรือไม่?

ไม่ กฎประตูทีมเยือนไม่ได้ถูกนำมาใช้ในรอบน็อกเอาต์ของฤดูกาลนี้

นัดชิงชนะเลิศจัดขึ้นที่ไหนและเมื่อไหร่?

นัดชิงชนะเลิศจัดขึ้นที่สนามเวมบลีย์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2024

รูปแบบการจับสลากรอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นอย่างไร?

ทีมชนะเลิศกลุ่มจะถูกวางเป็นทีมวาง และต้องจับคู่กับทีมรองชนะเลิศกลุ่ม โดยทีมวางจะได้เล่นในบ้านเป็นนัดที่สอง