อัดจารา สาธารณรัฐปกครองตนเองแห่งจอร์เจียริมชายฝั่งทะเลดำ
สรุปใจความสำคัญ
- อัดจาราเป็นสาธารณรัฐปกครองตนเองของประเทศจอร์เจีย ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลดำ
- เมืองบาตูมีเป็นเมืองหลวงของอัดจาราและเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศจอร์เจีย
- สถานะการปกครองตนเองของอัดจาราได้รับการรับรองภายใต้สนธิสัญญาคาร์ส (Treaty of Kars)
- ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจอร์เจีย แต่มีประวัติศาสตร์การนับถือศาสนาอิสลามที่ยาวนานจากการปกครองของออตโตมัน
อัดจารา (ภาษาจอร์เจีย: აჭარა Ach’ara) หรือที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ สาธารณรัฐปกครองตนเองแห่งอัดจารา เป็นภูมิภาคทางการเมืองและการปกครองของประเทศจอร์เจีย ตั้งอยู่บริเวณมุมตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ติดกับชายฝั่งทะเลดำและอยู่ใกล้กับเชิงเขาเลสเซอร์คอเคซัส ทางตอนเหนือของประเทศตุรกี
ภูมิภาคนี้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยมีเมือง บาตูมี (Batumi) ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของจอร์เจียเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ อัดจารามีพื้นที่ประมาณ 2,880 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 402,929 คน

ประชากรและอัตลักษณ์
ประชากรในอัดจาราส่วนใหญ่เป็นชาวจอร์เจีย (96.0%) นอกจากนี้ยังมีชาวอาร์เมเนีย (1.6%), ชาวรัสเซีย (1.1%), ชาวยูเครน (0.2%), ชาวกรีก (0.2%) และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ (0.9%)
ชาวอัดจาราเป็นกลุ่มย่อยของชาวจอร์เจีย ซึ่งมีชื่อเรียกหลากหลายรูปแบบ เช่น Ajara, Ajaria หรือ Achara ในสมัยสหภาพโซเวียต อัดจาราเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตจอร์เจียในฐานะสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตปกครองตนเองแห่งอัดจารา โดยสถานะการปกครองตนเองนี้ได้รับการรับรองภายใต้สนธิสัญญาคาร์ส (Treaty of Kars)

ประวัติศาสตร์ของอัดจารา
ยุคโบราณและจักรวรรดิต่างๆ
อัดจาราเป็นส่วนหนึ่งของรัฐจอร์เจียโบราณ เช่น โคลคิส (Colchis) และคอเคเซียนไอบีเรีย (Caucasian Iberia) มาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยชาวกรีกได้เข้ามาตั้งอาณานิคมในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล และตกอยู่ภายใต้การปกครองของโรมันในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรลาซิกา (Lazica) และอาณาจักรอาบคาเซีย (Abkhazia) ในศตวรรษที่ 8 ก่อนที่จะรวมตัวเป็นราชอาณาจักรจอร์เจียในศตวรรษที่ 11
ภูมิภาคนี้เคยถูกยึดครองโดยจักรวรรดิต่างๆ เช่น จักรวรรดิเปอร์เซียที่หนึ่ง, ชาวเซลจุค, ชาวมองโกล และชาวติมูริด
ยุคออตโตมัน
จักรวรรดิออตโตมันเข้ายึดครองอัดจาราในปี ค.ศ. 1614 แม้ว่าระบบมิลเล็ต (millet system) ของออตโตมันจะอนุญาตให้มีการปกครองตนเองและเสรีภาพทางศาสนาในระดับหนึ่ง แต่ชาวอัดจาราส่วนใหญ่ค่อยๆ เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามในช่วง 200 ปีของการปกครอง โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงที่เปลี่ยนศาสนาก่อน อย่างไรก็ตาม ชาวอัดจารายังคงรักษาภาษาจอร์เจียไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
จักรวรรดิรัสเซียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยจอร์เจีย
ภายใต้สนธิสัญญาเบอร์ลินปี ค.ศ. 1878 จักรวรรดิออตโตมันต้องยกอัดจาราให้แก่จักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งทำให้เกิดการอพยพของชาวอัดจาราจำนวนมากไปยังตุรกี และมีการไหลเข้าของชาวคริสต์จากภูมิภาคคาเคตี (Kakheti) ส่งผลให้ภูมิทัศน์ทางศาสนาเปลี่ยนไป
ในปี ค.ศ. 1918 จอร์เจียได้รับเอกราชและอัดจารากลายเป็นส่วนหนึ่งของจอร์เจีย แต่ต่อมาถูกตุรกีบุกรุกและถูกเข้าควบคุมโดยกองทัพอังกฤษชั่วคราว ก่อนที่จะกลับมารวมกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยจอร์เจียในปี ค.ศ. 1920
ยุคโซเวียตและจอร์เจียสมัยใหม่
ในปี ค.ศ. 1921 ตุรกีได้บุกอัดจาราอีกครั้ง แต่ชาวจอร์เจียสามารถเอาชนะได้ในยุทธการที่บาตูมี ภายใต้สนธิสัญญาคาร์ส (Treaty of Kars) ตุรกีได้ยอมยกดินแดนนี้ให้จอร์เจียโดยมีเงื่อนไขว่าต้องให้สถานะปกครองตนเองแก่ประชากรชาวมุสลิม
ในสมัยสหภาพโซเวียต อัดจาราจึงถูกจัดตั้งเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตปกครองตนเองแห่งอัดจารา ซึ่งเป็นหน่วยปกครองตนเองเพียงแห่งเดียวในสหภาพโซเวียตที่ก่อตั้งขึ้นโดยมีพื้นฐานมาจากศาสนา อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์เอเทอิสต์ (Atheist) ของโซเวียตได้ลดทอนบทบาทของศาสนาลง และเกิดการลุกฮือต่อต้านการปฏิรูปของโซเวียตในช่วงปี ค.ศ. 1929 ซึ่งถูกปราบปรามอย่างรวดเร็ว
หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต อัดจาราเคยตกอยู่ภายใต้การนำของ อัสลัน อาบาชิดเซ (Aslan Abashidze) ซึ่งปกครองภูมิภาคนี้เหมือนเป็นอาณาจักรส่วนตัวในช่วงปี 1991-2004 แม้ว่าประเทศจอร์เจียโดยรวมจะเผชิญกับความวุ่นวาย แต่ภูมิภาคอัดจารากลับมีความมั่งคั่งและมั่นคงกว่าในพื้นที่อื่นๆ
คำถามที่พบบ่อย
อัดจาราตั้งอยู่ที่ไหน?
อัดจาราตั้งอยู่ทางมุมตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจอร์เจีย ติดกับชายฝั่งทะเลดำ และมีพรมแดนติดกับประเทศตุรกี
เมืองหลวงของอัดจาราคือเมืองอะไร?
เมืองหลวงของอัดจาราคือเมืองบาตูมี (Batumi) ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญและแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง
ทำไมอัดจาราถึงมีสถานะเป็นสาธารณรัฐปกครองตนเอง?
สถานะการปกครองตนเองได้รับเงื่อนไขมาจากสนธิสัญญาคาร์ส (Treaty of Kars) เพื่อให้สิทธิพิเศษแก่ประชากรชาวมุสลิมในพื้นที่ ซึ่งเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน
