สงครามปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสู้รบในยุคดิจิทัล
สรุปใจความสำคัญ
- AI ถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรองและระบุเป้าหมายโจมตีทางทหารอย่างรวดเร็ว
- คำว่า 'Hyperwar' หมายถึงสงครามที่ควบคุมโดยอัลกอริทึมโดยแทบไม่มีการตัดสินใจของมนุษย์
- มีการใช้ระบบ AI เช่น The Gospel และ Lavender ในความขัดแย้งที่ฉนวนกาซาเพื่อระบุเป้าหมาย
- สหรัฐฯ และจีนเป็นผู้นำในการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยี AI ทางทหารในระดับสูง
สงครามปัญญาประดิษฐ์ (AI Warfare) คือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพื่อทำให้การปฏิบัติการทางทหารเป็นระบบอัตโนมัติ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพหรือการข้ามขั้นตอนการตัดสินใจของมนุษย์ในความขัดแย้งทางอาวุธ โดย AI ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรองทางทหารจำนวนมหาศาลอย่างรวดเร็ว เพื่อให้คำแนะนำหรือตัดสินใจในการเลือกเป้าหมายโจมตี
ในทางวิชาการ Husain และคณะ (2018) ได้ใช้คำว่า "Hyperwar" เพื่ออธิบายรูปแบบสงครามที่ควบคุมโดยอัลกอริทึมหรือปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีขั้นตอนการตัดสินใจของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องน้อยมากหรือไม่มีเลย
การประยุกต์ใช้ในความขัดแย้งร่วมสมัย
สงครามรัสเซีย-ยูเครน (2022–ปัจจุบัน)
ยูเครนได้ริเริ่มโครงการร่วมกับบริษัท Palantir ในชื่อ Brave1 Dataroom เพื่อสร้างระบบ AI โดยใช้ข้อมูลการรบจำนวนมากที่รวบรวมได้ตั้งแต่การรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซียในปี 2022 ยูเครนได้นำ AI มาใช้ในหลายด้าน ดังนี้:
- การวิเคราะห์ผลการโจมตีทางอากาศอย่างละเอียด
- การประมวลผลข้อมูลข่าวกรองปริมาณมาก
- การวางแผนปฏิบัติการโจมตีระยะไกล
สงครามในฉนวนกาซา (2023–ปัจจุบัน)
กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้ใช้ AI เพื่อระบุเป้าหมายในการโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซาอย่างรวดเร็วและเป็นระบบอัตโนมัติ โดยหน่วย 8200 ของ IDF ได้พัฒนาระบบ AI สองระบบหลัก ได้แก่:
- The Gospel: ระบบที่ให้คำแนะนำในการเลือกเป้าหมายแก่ผู้ประเมินที่เป็นมนุษย์ เพื่อตัดสินใจอนุมัติการโจมตี
- Lavender: ระบบที่ระบุตัวบุคคลที่เชื่อมโยงกับกลุ่มฮามาส ซึ่งมีรายงานว่าในบางกรณีมีการอนุญาตให้เกิดการสูญเสียพลเรือนจำนวน 5-20 คนต่อผู้ก่อการร้ายหนึ่งราย แม้ว่า IDF จะปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันว่ามีการประเมินเพื่อลดความเสียหายข้างเคียงเสมอ
นอกจากนี้ อิสราเอลยังใช้ AI ในการวิเคราะห์เสียง การจดจำใบหน้า และการวิเคราะห์การโทรศัพท์ ซึ่งช่วยในการระบุตำแหน่งของผู้นำกลุ่มฮามาส เช่น Ibrahim Biari
กรณีศึกษาและเหตุการณ์สำคัญ
มีการรายงานว่าในปี 2024 Abdul-Rahman al-Rawi นักศึกษาวัย 20 ปี กลายเป็นพลเรือนรายแรกที่ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศที่สนับสนุนโดย AI ของสหรัฐฯ ในอิรัก
ในส่วนของสหรัฐอเมริกา กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI มากกว่า 800 โครงการ โดยมีโครงการสำคัญคือ Project Maven และ Project Artemis (การพัฒนาโดรนที่ทนทานต่อ AI ร่วมกับยูเครน) โดย Project Maven ถูกนำมาใช้ในการระบุเป้าหมายในหลายพื้นที่ รวมถึงอิรัก ซีเรีย เยเมน และยูเครน
บริษัทและตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง
| ระบบ/โครงการ | บริษัทผู้พัฒนา/ผู้สนับสนุน | เทคโนโลยีที่ใช้ |
|---|---|---|
| Maven Smart System | Palantir | ใช้โครงสร้างพื้นฐาน AWS และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) |
| Brave1 Dataroom | Palantir และรัฐบาลยูเครน | การวิเคราะห์ข้อมูลการรบ |
ในด้านการแข่งขันระดับโลก จีนกำลังผลักดันสิ่งที่เรียกว่า "Intelligentized Warfare" โดยบูรณาการ AI เข้ากับทุกโดเมนการรบ ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ อวกาศ และไซเบอร์ โดยมีงบประมาณด้าน AI ทางทหารมากกว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
การกำกับดูแลและกฎระเบียบระหว่างประเทศ
ตั้งแต่ปี 2014 รัฐภาคีภายใต้ อนุสัญญาว่าด้วยอาวุธตามแบบบางชนิด (CCW) ได้หารือเกี่ยวกับระบบอาวุธอัตโนมัติที่สังหารได้ (Lethal Autonomous Weapon Systems - LAWS) โดยมุ่งเน้นที่ประเด็นกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ความรับผิดชอบ และระดับการควบคุมของมนุษย์ที่จำเป็น
ในเดือนมิถุนายน 2026 องค์การสหประชาชาติได้ออกประกาศร่วมซึ่งลงนามโดย 226 ฝ่าย เรียกร้องให้บริษัทผู้พัฒนา AI และรัฐบาลยุติการจัดหาระบบ AI ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ใน "Kill Chain" หรือขั้นตอนการสังหารอัตโนมัติ
คำถามที่พบบ่อย
สงครามปัญญาประดิษฐ์ (AI Warfare) คืออะไร?
คือการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อทำให้การปฏิบัติการทางทหารเป็นระบบอัตโนมัติ และเพิ่มความเร็วในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อระบุเป้าหมายหรือตัดสินใจในการรบ
Hyperwar แตกต่างจากสงครามปกติอย่างไร?
Hyperwar คือรูปแบบการรบที่ใช้ AI และอัลกอริทึมควบคุมการตัดสินใจเกือบทั้งหมด ทำให้ความเร็วในการดำเนินกลยุทธ์สูงเกินกว่าที่มนุษย์จะตัดสินใจได้ทัน
มีความกังวลด้านจริยธรรมอย่างไรในการใช้ AI ทางทหาร?
ความกังวลหลักคือการสูญเสียการควบคุมของมนุษย์ (Human-in-the-loop) ซึ่งอาจนำไปสู่การโจมตีพลเรือนโดยผิดพลาด และปัญหาความรับผิดชอบทางกฎหมายเมื่อเกิดอาชญากรรมสงคราม