← กลับไปยังบทความทั้งหมด

แอร์แลนเดอร์ 10 นวัตกรรมเรือเหาะไฮบริดเพื่อการขนส่งและสำรวจ

สรุปใจความสำคัญ

  • Airlander 10 เป็นเรือเหาะไฮบริดที่ใช้ทั้งก๊าซฮีเลียมและแรงยกจากรูปทรงตัวเรือในการบิน
  • พัฒนาต่อยอดมาจากโครงการ LEMV ของกองทัพบกสหรัฐฯ ที่เน้นการลาดตระเวนระยะยาว
  • มีความสามารถในการขึ้น-ลงแนวดิ่งและปฏิบัติการได้โดยไม่ต้องใช้รันเวย์
  • มีแผนการส่งมอบเครื่องที่ผลิตจริงในอนาคต โดยมีการคาดการณ์ไว้ในช่วงปี 2028

แอร์แลนเดอร์ 10 (Airlander 10) หรือเดิมพัฒนาในชื่อ HAV 304 เป็นอากาศยานประเภทเรือเหาะไฮบริดที่ออกแบบและสร้างโดยบริษัท Hybrid Air Vehicles (HAV) จากประเทศอังกฤษ ความโดดเด่นของอากาศยานลำนี้คือการผสมผสานระหว่างการใช้ก๊าซฮีเลียมเพื่อสร้างแรงยกทางสถิต (Aerostatic lift) และการใช้รูปทรงของตัวเรือที่ทำหน้าที่เป็นปีกเพื่อสร้างแรงยกทางพลศาสตร์ (Aerodynamic lift) ทำให้สามารถบินได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเรือเหาะแบบดั้งเดิม

ภาพรวมของเรือเหาะ Airlander 10 ในขณะบิน
Airlander 10 อากาศยานไฮบริดที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์

ประวัติการพัฒนาและโครงการ LEMV

จุดเริ่มต้นของ Airlander 10 เกิดขึ้นภายใต้โครงการ Long Endurance Multi-intelligence Vehicle (LEMV) ของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา โดยมีบริษัท Northrop Grumman เป็นผู้ประมูลหลักและร่วมมือกับ Hybrid Air Vehicles เพื่อพัฒนาอากาศยานไร้คนขับที่สามารถปฏิบัติการได้ในระดับความสูงปานกลางและมีความทนทานสูง

วัตถุประสงค์ทางทหาร

โครงการ LEMV ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ การระบุเป้าหมาย และการลาดตระเวน (ISTAR) ให้กับกองกำลังภาคพื้นดิน โดยมีข้อกำหนดทางเทคนิคที่สำคัญดังนี้:

  • สามารถปฏิบัติการที่ระดับความสูง 6 กิโลเมตร (20,000 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง
  • มีรัศมีการปฏิบัติการ 3,000 กิโลเมตร
  • สามารถประจำการในพื้นที่เป้าหมายได้นานถึง 21 วัน
  • ไม่จำเป็นต้องใช้รันเวย์ในการขึ้น-ลง ทำให้สามารถปฏิบัติการจากฐานทัพขนาดเล็กในพื้นที่ทุรกันดารได้
โครงสร้างภายในและรายละเอียดทางเทคนิคของ HAV 304
ต้นแบบ HAV 304 ซึ่งเป็นรากฐานของ Airlander 10

การเปลี่ยนผ่านสู่ Airlander 10

หลังจากกองทัพบกสหรัฐฯ ยกเลิกโครงการ LEMV ในปี 2013 บริษัท HAV ได้ซื้อตัวเครื่อง HAV 304 กลับคืนมาและนำกลับไปยังสนามบิน Cardington ในประเทศอังกฤษ เพื่อนำมาปรับปรุงและดัดแปลงให้เหมาะกับการใช้งานในเชิงพาณิชย์และพลเรือน ซึ่งในขั้นตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น Airlander 10

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2017 เครื่องต้นแบบ Airlander 10 ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องจำหน่ายออกจากบัญชี (Written off) หลังจากหลุดจากจุดยึดเหนี่ยวเนื่องจากกระแสลมแรงที่สนามบิน Cardington ในระหว่างขั้นตอนการทดสอบการรับรองการออกแบบ

ภาพจำลองการใช้งาน Airlander 10 ในภารกิจต่างๆ
แนวคิดการนำ Airlander 10 ไปใช้ในภารกิจสำรวจและขนส่ง

คุณลักษณะทางเทคนิค

Airlander 10 มีความยาวรวม 91 เมตร ซึ่งแม้จะยาวกว่าเรือเหาะสมัยใหม่หลายรุ่น แต่หากเทียบกับเรือเหาะในอดีตอย่างชั้น Hindenburg ของเยอรมนี (245 เมตร) หรือ ZPG-3W ของกองทัพเรือสหรัฐฯ (123 เมตร) จะมีขนาดเล็กกว่า

ระบบขับเคลื่อนประกอบด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 เครื่องที่ขับเคลื่อนใบพัดแบบท่อ (Ducted propellers) ซึ่งช่วยให้การควบคุมทิศทางและการทรงตัวมีความแม่นยำสูง

หัวข้อรายละเอียด
ประเภทเรือเหาะไฮบริด (Hybrid Airship)แรงยกทางสถิต (ฮีเลียม) + แรงยกทางพลศาสตร์ (รูปทรงตัวเรือ)
ความยาว91 เมตร
ระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล 4 เครื่อง พร้อมใบพัดแบบท่อ
ความสามารถพิเศษขึ้น-ลงแนวดิ่ง, ไม่ต้องใช้รันเวย์, บินได้นานเป็นพิเศษ

คำถามที่พบบ่อย

Airlander 10 แตกต่างจากเรือเหาะทั่วไปอย่างไร?

แตกต่างที่การเป็น 'ไฮบริด' คือไม่ได้พึ่งพาก๊าซยกตัวเพียงอย่างเดียว แต่ใช้รูปทรงของตัวเรือที่ออกแบบมาให้เป็นปีกเพื่อสร้างแรงยกขณะเคลื่อนที่ ทำให้มีประสิทธิภาพในการบรรทุกและควบคุมได้ดีกว่าเรือเหาะแบบดั้งเดิม

Airlander 10 สามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้หลากหลาย ทั้งการลาดตระเวนทางทหาร (ISR), การขนส่งสินค้าและผู้โดยสารไปยังพื้นที่ห่างไกล, และการเป็นสถานีสื่อสารลอยฟ้า

ทำไมถึงถูกเรียกว่า 'The Flying Bum'?

เป็นฉายาที่เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการเนื่องจากรูปทรงของตัวเรือที่มีลักษณะโค้งมนและกว้าง ซึ่งดูคล้ายกับส่วนท้ายของมนุษย์เมื่อมองจากบางมุม

สถานะปัจจุบันของ Airlander 10 เป็นอย่างไร?

หลังจากเครื่องต้นแบบประสบอุบัติเหตุในปี 2017 บริษัทได้ดำเนินการพัฒนาต่อ โดยมีเป้าหมายในการส่งมอบเครื่องที่ผลิตจริงในอนาคต (คาดการณ์ปี 2028)