← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ประวัติศาสตร์การต่อต้านคาทอลิกในสหราชอาณาจักร

สรุปใจความสำคัญ

  • พระราชบัญญัติอำนาจสูงสุด ค.ศ. 1534 เปลี่ยนประมุขของคริสตจักรในอังกฤษจากพระสันตะปาปาเป็นกษัตริย์
  • พระราชบัญญัติการสืบราชสันตติวงศ์ ค.ศ. 1701 ห้ามผู้ที่นับถือคาทอลิกขึ้นครองราชย์ในสหราชอาณาจักร
  • การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ ค.ศ. 1689 เป็นการโค่นล้มกษัตริย์คาทอลิกเพื่อรักษาอำนาจของโปรเตสแตนต์
  • กฎหมายห้ามรัชทายาทสมรสกับชาวคาทอลิกถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 2013

การต่อต้านคาทอลิกในสหราชอาณาจักรมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน โดยมีความขัดแย้งทั้งในมิติทางศาสนา การเมือง และอำนาจการปกครอง การต่อต้านอย่างรุนแรงเริ่มปรากฏชัดเจนในช่วงการปฏิรูปศาสนาในอังกฤษและไอร์แลนด์ ซึ่งริเริ่มโดยพระเจ้าเฮนรีที่ 8 และการปฏิรูปศาสนาในสกอตแลนด์ที่นำโดยจอห์น น็อกซ์ (John Knox)

จุดเริ่มต้นและการปฏิรูปศาสนาในอังกฤษ

ในปี ค.ศ. 1534 พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ได้ทรงประกาศใช้ พระราชบัญญัติอำนาจสูงสุด (Act of Supremacy) ซึ่งกำหนดให้กษัตริย์อังกฤษทรงเป็น "ประมุขสูงสุดเพียงผู้เดียวบนโลกของคริสตจักรในอังกฤษ" แทนที่พระสันตะปาปา การแสดงความจงรักภักดีต่อพระสันตะปาปาในขณะนั้นถูกถือว่าเป็นความผิดฐานกบฏ เนื่องจากสันตะปาปามีอำนาจทั้งทางจิตวิญญาณและการเมืองเหนือผู้ติดตาม

ภาพวาดทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปศาสนา
เหตุการณ์การปฏิรูปศาสนาในอังกฤษนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจระหว่างรัฐและศาสนจักร

ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ บุคคลสำคัญอย่าง โทมัส มอร์ (Thomas More) และจอห์น ฟิชเชอร์ (John Fisher) ถูกประหารชีวิตและกลายเป็นมรณสักขีของความเชื่อคาทอลิก

ความขัดแย้งในยุคพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 1

ในรัชสมัยของพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 1 ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาปีอุสที่ 5 ทรงประกาศให้พระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 1 พ้นจากตำแหน่งและถูกขับออกจากศาสนาผ่านโองการ Regnans in Excelsis ในปี ค.ศ. 1570 ซึ่งปลดปล่อยพสกนิกรของพระนางจากการต้องจงรักภักดีต่อกษัตริย์

สถานการณ์นี้ทำให้ชาวคาทอลิกในอังกฤษและเวลส์ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เนื่องจากรัฐบาลปฏิเสธที่จะยอมรับว่าบุคคลสามารถมีความจงรักภักดีต่อทั้งศาสนจักรคาทอลิกและกษัตริย์อังกฤษได้พร้อมกัน นำไปสู่การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการปฏิเสธ (Recusancy Acts) ซึ่งบังคับให้พลเมืองในอังกฤษ เวลส์ และไอร์แลนด์ต้องเข้าร่วมพิธีมิสซาของนิกายแองกลิกัน หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏ

การเมืองและการสืบราชสันตติวงศ์

ความขัดแย้งทางศาสนายังส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมือง เหตุการณ์สำคัญคือ การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ (Glorious Revolution) ในปี ค.ศ. 1689 ซึ่งมีการโค่นล้มพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ผู้ทรงเปลี่ยนมานับถือคาทอลิก และแทนที่ด้วยพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 ผู้ทรงเป็นคาลวินิสต์ชาวดัตช์

ต่อมาในปี ค.ศ. 1701 รัฐสภาอังกฤษได้ผ่าน พระราชบัญญัติการสืบราชสันตติวงศ์ (Act of Settlement) ซึ่งระบุว่ารัชทายาทที่จะขึ้นครองราชย์ต้องไม่เป็น "ปาปิสต์" (Papist) หรือผู้ที่นับถือคาทอลิก และหากรัชทายาทคนใดนับถือคาทอลิกหรือสมรสกับชาวคาทอลิก จะถูกตัดสิทธิ์ในการสืบราชสันตติวงศ์ตลอดกาล

ภาพประกอบการเบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชนในประวัติศาสตร์
การเบียดเบียนทางศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองและอำนาจในยุโรป

สถานการณ์ในปัจจุบัน

แม้ว่าความตึงเครียดทางศาสนาจะลดลงอย่างมากผ่านขบวนการคริสตจักรสัมพันธ์ (Ecumenical movement) แต่ร่องรอยของการต่อต้านคาทอลิกยังคงปรากฏให้เห็นในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในสกอตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือ อย่างไรก็ตาม กฎหมายการสืบราชสันตติวงศ์ได้รับการแก้ไขในปี ค.ศ. 2013 เพื่ออนุญาตให้รัชทายาทสามารถสมรสกับชาวคาทอลิกได้โดยไม่สูญเสียสิทธิ์ในการครองราชย์

คำถามที่พบบ่อย

พระราชบัญญัติอำนาจสูงสุด (Act of Supremacy) คืออะไร?

คือกฎหมายที่ประกาศโดยพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ในปี ค.ศ. 1534 เพื่อให้กษัตริย์อังกฤษทรงเป็นประมุขสูงสุดของคริสตจักรในอังกฤษ แทนที่พระสันตะปาปา

เหตุใดชาวคาทอลิกในอังกฤษจึงถูกมองว่าเป็นกบฏในสมัยพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 1?

เนื่องจากสมเด็จพระสันตะปาปาปีอุสที่ 5 ทรงประกาศให้พระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 1 พ้นจากตำแหน่ง ทำให้ชาวคาทอลิกถูกสงสัยว่ามีความจงรักภักดีต่ออำนาจภายนอก (สันตะปาปา) มากกว่ากษัตริย์ของตน

ปัจจุบันชาวคาทอลิกสามารถขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อังกฤษได้หรือไม่?

ตามพระราชบัญญัติการสืบราชสันตติวงศ์ ค.ศ. 1701 รัชทายาทที่จะขึ้นครองราชย์ยังคงต้องไม่เป็นผู้ที่นับถือคาทอลิก แม้ว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายเรื่องการสมรสกับชาวคาทอลิกในปี ค.ศ. 2013 แล้วก็ตาม