แผลร้อนใน สาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษา
สรุปใจความสำคัญ
- แผลร้อนในไม่ใช่โรคติดต่อและไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ
- สาเหตุหลักเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของ T cell ในระบบภูมิคุ้มกันที่ทำลายเนื้อเยื่อช่องปาก
- มักเกิดในบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนที่ไม่ใช่ชั้นเคราติน เช่น กระพุ้งแก้ม และริมฝีปากด้านใน
- ปัจจัยกระตุ้นมีหลากหลาย เช่น ความเครียด การขาดสารอาหาร และการบาดเจ็บในช่องปาก
แผลร้อนใน หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Aphthous stomatitis หรือ Recurrent aphthous stomatitis (RAS) เป็นภาวะที่เกิดแผลเปื่อยขนาดเล็กในช่องปาก ซึ่งมีลักษณะเป็นแผลตื้นๆ สีขาวหรือเหลือง และมีขอบสีแดง แผลชนิดนี้ไม่ใช่การติดเชื้อ จึงไม่สามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้ และมักเกิดขึ้นซ้ำได้ในบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงปกติ

ลักษณะและอาการของแผลร้อนใน
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติทางร่างกายในส่วนอื่นนอกเหนือจากในช่องปาก โดยอาการมักเริ่มจากความรู้สึกแสบร้อน คัน หรือยิบๆ ในบริเวณที่จะเกิดแผลล่วงหน้าไม่กี่ชั่วโมง หลังจากนั้นจะปรากฏแผลที่มีลักษณะดังนี้:
- ลักษณะแผล: เริ่มจากจุดสีแดง (Erythematous macules) แล้วพัฒนาเป็นแผลเปิดที่มีเยื่อสีเหลืองหรือเทาปกคลุม และมีวงสีแดงล้อมรอบ (Halo)
- ความเจ็บปวด: มีความเจ็บปวดสูง ซึ่งมักจะไม่สัมพันธ์กับขนาดของแผล โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับอาหารที่มีรสเปรี้ยว เผ็ด หรืออาหารที่มีลักษณะหยาบ
- ตำแหน่งที่เกิด: มักเกิดบนเนื้อเยื่ออ่อนที่ไม่ใช่ชั้นเคราติน (Non-keratinizing epithelial surfaces) เช่น กระพุ้งแก้ม ริมฝีปากด้านใน และใต้ลิ้น แต่จะไม่ค่อยพบที่เหงือกยึด (Attached gingiva) เพดานแข็ง หรือหลังลิ้น
โดยทั่วไปแผลร้อนในจะใช้เวลาประมาณ 7–10 วันในการหาย และมักเกิดขึ้นประมาณ 3–6 ครั้งต่อปี อย่างไรก็ตาม ในรายที่มีอาการรุนแรง แผลอาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไม่ทันหาย ทำให้เกิดความเจ็บปวดเรื้อรังและส่งผลกระทบต่อการรับประทานอาหาร ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะทุพโภชนาการและน้ำหนักลดได้
สาเหตุและปัจจัยกระตุ้น
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะการทำงานของ T cell (T lymphocyte) ที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อในช่องปาก ผ่านการหลั่งสารไซโตไกน์ เช่น Tumor Necrosis Factor alpha (TNF-α) และ Interleukins
ปัจจัยเสี่ยงและตัวกระตุ้นที่สำคัญ
ปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้เกิดแผลร้อนในมีความหลากหลายและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ได้แก่:
- พันธุกรรม: ประมาณ 40% ของผู้ป่วยมีประวัติครอบครัวเป็นแผลร้อนใน ซึ่งบ่งชี้ถึงความเกี่ยวข้องกับยีน HLA บางชนิด
- การขาดสารอาหาร: การขาดวิตามินบี 12, ธาตุเหล็ก, กรดโฟลิก หรือสังกะสี
- ปัจจัยทางกายภาพและจิตใจ: ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการได้รับบาดเจ็บในช่องปาก (เช่น การเผลอกัดริมฝีปาก หรือการแปรงฟันแรงเกินไป)
- สารเคมีและอาหาร: การแพ้สารบางชนิดในยาสีฟัน เช่น Sodium Lauryl Sulfate (SDS) หรือการแพ้อาหารบางประเภท
- ฮอร์โมน: การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย
แนวทางการรักษาและการดูแล
แผลร้อนในไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดถาวร แต่สามารถบรรเทาอาการและลดระยะเวลาการหายของแผลได้ด้วยวิธีดังนี้:
- การใช้ยา: การใช้ยาทาเฉพาะที่กลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เพื่อลดการอักเสบและบรรเทาความเจ็บปวด
- การปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารเผ็ดร้อน หรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดในช่วงที่มีแผล
- การดูแลสุขอนามัย: ใช้ยาสีฟันที่ไม่มีสาร SDS และรักษาความสะอาดในช่องปากอย่างสม่ำเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
แผลร้อนในเกิดจากอะไร?
เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน (T cell-mediated immune response) ที่ทำให้เกิดการอักเสบในช่องปาก โดยมีปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด การขาดวิตามิน หรือการบาดเจ็บในช่องปาก
แผลร้อนในติดต่อกันได้หรือไม่?
ไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากไม่ใช่การติดเชื้อจากเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส
จะรู้ได้อย่างไรว่าแผลในปากเป็นแผลร้อนในหรือแผลจากสาเหตุอื่น?
แผลร้อนในมักมีลักษณะเป็นวงรีหรือวงกลม สีขาวเหลือง ขอบแดง และเจ็บมาก มักเกิดขึ้นซ้ำๆ ในจุดเดิมหรือจุดใกล้เคียง และไม่มีอาการทางระบบร่างกายอื่นๆ ร่วมด้วย
วิธีทำให้แผลร้อนในหายเร็วขึ้นทำอย่างไร?
หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ใช้ยาทาเฉพาะที่เพื่อลดการอักเสบ พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาความสะอาดในช่องปาก
เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์?
ควรพบแพทย์หากแผลมีขนาดใหญ่ผิดปกติ แผลไม่หายภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือมีอาการไข้และปวดรุนแรงร่วมด้วย