← กลับไปยังบทความทั้งหมด

อุตสาหกรรมอาวุธของรัสเซีย การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสงคราม

สรุปใจความสำคัญ

  • รัสเซียผลิตกระสุนปืนใหญ่ได้มากกว่าประเทศสมาชิก NATO ทั้งหมดรวมกัน โดยมีปริมาณมากกว่าฝั่งตะวันตกประมาณ 7 เท่า
  • ในปี 2023 รัสเซียใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศสูงถึง 7.5% ของ GDP
  • การผลิตกระสุนปืนใหญ่ของรัสเซียมีต้นทุนต่ำกว่าของ NATO ประมาณ 10 เท่า

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซียเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์และเป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ในสหพันธรัฐรัสเซีย โดยข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2025 ระบุว่ามีผู้ปฏิบัติงานในภาคส่วนนี้ประมาณ 4.5 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งคิดเป็น 20% ของตำแหน่งงานในภาคการผลิตทั้งหมดของรัสเซีย

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซีย
ภาพรวมของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและขีดความสามารถทางการทหารของรัสเซีย

การเติบโตและสถานะปัจจุบัน

ในปี 2023 รัสเซียใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศสูงถึง 7.5% ของ GDP โดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ใช้สงครามกลางเมืองในซีเรียเป็นแพลตฟอร์มในการโฆษณาขีดความสามารถของอาวุธรัสเซียเพื่อกระตุ้นยอดขายในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม สถิติจาก SIPRI แสดงให้เห็นว่าส่วนแบ่งการขายอาวุธทั่วโลกของรัสเซียลดลงจาก 21% ในช่วงปี 2014–18 เหลือเพียง 11% ในช่วงปี 2019–23 โดยจำนวนประเทศที่ซื้ออาวุธหลักจากรัสเซียลดลงจาก 31 ประเทศในปี 2019 เหลือเพียง 12 ประเทศในปี 2023 โดยมีอินเดีย (34%) และจีน (21%) เป็นผู้รับการส่งออกหลักในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย

การปรับตัวสู่เศรษฐกิจสงคราม (War Economy)

แม้จะมีการคว่ำบาตรจากนานาชาติหลังการรุกรานยูเครนในปี 2022 แต่การผลิตอาวุธของรัสเซียกลับเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลิตขีปนาวุธที่สูงเกินระดับก่อนสงคราม รัสเซียสามารถผลิตกระสุนปืนใหญ่ได้มากกว่าประเทศสมาชิก NATO ทั้งหมดรวมกัน โดยประมาณการว่าสูงกว่าฝั่งตะวันตกถึง 7 เท่า

  • การผลิตกระสุน: ผลิตกระสุนปืนใหญ่ประมาณ 3 ล้านนัดต่อปี (ข้อมูลปี 2024) ซึ่งมากกว่าสหรัฐฯ และยุโรปรวมกันเกือบ 3 เท่า
  • ยานเกราะและปืนใหญ่: มีการเพิ่มกำลังการผลิตรถถังเป็นสองเท่า และเพิ่มการผลิตปืนใหญ่และจรวดเป็นสามเท่าจากตัวเลขก่อนการรุกราน
  • ต้นทุน: ต้นทุนการผลิตของรัสเซียต่ำกว่าคู่แข่งอย่างมาก โดยการผลิตกระสุนปืนใหญ่หนึ่งนัดมีราคาถูกกว่ากระสุนของ NATO ประมาณ 10 เท่า

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนี Boris Pistorius และเลขาธิการ NATO Mark Rutte ได้ประเมินว่ารัสเซียได้เปลี่ยนผ่านสู่ "เศรษฐกิจสงคราม" อย่างเต็มตัว โดยสามารถผลิตอาวุธและกระสุนในเวลา 3 เดือน ได้เท่ากับที่สหภาพยุโรปผลิตได้ในหนึ่งปี

ประวัติศาสตร์และการพัฒนา

ทศวรรษ 1990 ยุคแห่งวิกฤต

หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 อุตสาหกรรมอาวุธเข้าสู่ช่วงวิกฤต รัฐบาลลดการจัดซื้ออาวุธอย่างรุนแรง ส่งผลให้วิสาหกิจป้องกันประเทศจำนวนมากล้มละลายหรือต้องเปลี่ยนไปผลิตสินค้าพลเรือนแทน ในยุคของประธานาธิบดี Boris Yeltsin มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งนำไปสู่การชำระบัญชีบริษัทที่ไม่ทำกำไรจำนวนมาก

ทศวรรษ 2000 การรวมศูนย์อำนาจ

ภายใต้การนำของวลาดิเมียร์ ปูติน รัสเซียเริ่มรวมศูนย์การควบคุมอุตสาหกรรมอาวุธอีกครั้ง โดยมีการก่อตั้ง Rosoboronexport เพื่อเป็นตัวกลางในการส่งออกอาวุธเพียงรายเดียว และการจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือทางเทคนิคทางทหารกับรัฐต่างประเทศ (CMTC) เพื่อควบคุมการส่งออกอาวุธอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมีการก่อตั้งบริษัทโฮลดิ้งของรัฐ เช่น Sukhoi Aviation Holding Company เพื่อให้รัฐมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมการผลิตอากาศยานทหาร

คำถามที่พบบ่อย

ปัจจุบันรัสเซียส่งออกอาวุธให้ประเทศใดมากที่สุด?

อินเดียเป็นผู้รับการส่งออกอาวุธรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย โดยคิดเป็น 34% ของการส่งออกทั้งหมดในช่วงปี 2019–23 ตามด้วยจีนที่ 21%

คำว่า 'เศรษฐกิจสงคราม' ในบริบทของรัสเซียหมายถึงอะไร?

หมายถึงการที่รัฐบาลปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเน้นการผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์อย่างเต็มกำลัง โดยมีการอุดหนุนจากรัฐอย่างหนักเพื่อให้สามารถผลิตอาวุธในปริมาณมหาศาลเพื่อทดแทนการสูญเสียในสนามรบได้อย่างรวดเร็ว

ผลกระทบของการคว่ำบาตรต่อการผลิตอาวุธของรัสเซียเป็นอย่างไร?

การคว่ำบาตรนานาชาติหลังปี 2022 ไม่สามารถยับยั้งการผลิตอาวุธของรัสเซียได้ ในทางกลับกัน การผลิตขีปนาวุธ รถถัง และโดรนกลับเพิ่มสูงขึ้นกว่าระดับก่อนสงคราม