ทางหลวงสายเชื่อมต่อใจกลางเมืองแอตแลนตา (Downtown Connector)
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นเส้นทางที่ I-75 และ I-85 วิ่งร่วมกันผ่านใจกลางเมืองแอตแลนตา
- มีปริมาณการจราจรสูงสุดกว่า 437,000 คันต่อวันในบางจุด
- ถูกจัดเป็นหนึ่งในเส้นทางที่การจราจรติดขัดที่สุดในสหรัฐอเมริกา
- ใช้ระบบขนส่งอัจฉริยะ (ITS) ในการบริหารจัดการจราจรอย่างเต็มรูปแบบ
ทางหลวงสายเชื่อมต่อใจกลางเมืองแอตแลนตา หรือที่รู้จักกันในชื่อ Downtown Connector (หรือเรียกสั้นๆ ว่า "75/85") เป็นส่วนของทางหลวงระหว่างรัฐ (Interstate Highway) สาย I-75 และ I-85 ที่วิ่งร่วมเส้นทางเดียวกันผ่านใจกลางเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา โดยมีระยะทางรวมประมาณ 7.5 ไมล์ (12 กิโลเมตร)
ลักษณะเส้นทางและโครงสร้าง
เส้นทางเริ่มต้นจากจุดตัดทางแยก I-85/Langford Parkway มุ่งหน้าขึ้นทิศเหนือผ่านใจกลางเมือง โดยมีจุดตัดสำคัญคือทางหลวง I-20 ที่วิ่งในแนวตะวันออก-ตะวันตก และผ่านบริเวณโค้ง Grady Curve รอบโรงพยาบาล Grady Memorial ก่อนจะสิ้นสุดที่จุดแยก Brookwood Interchange (หรือ Brookwood Split) ในย่าน Brookwood
ในปัจจุบัน ทางหลวงสายนี้ได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า James Wendell George Parkway ในพื้นที่ส่วนใหญ่ แต่คนทั่วไปและสื่อกระแสหลักยังคงเรียกชื่อ "Connector" ตามเดิม นอกจากนี้ยังมีรหัสทางหลวงรัฐ (State Route) ที่ไม่ได้ระบุป้ายบอกทางคือ SR 401 (สำหรับ I-75) และ SR 403 (สำหรับ I-85)
ปริมาณการจราจรและความหนาแน่น
Downtown Connector เป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีปริมาณการจราจรสูงที่สุดในโลก โดยในจุดที่หนาแน่นที่สุด (บริเวณทางทิศใต้ของถนน 10th Street ในย่าน Midtown) มีปริมาณรถวิ่งผ่านมากกว่า 437,000 คันต่อวัน ขณะที่จุดที่มีการจราจรน้อยที่สุด (บริเวณทางทิศใต้ของถนน Fulton ใกล้จุดตัด I-20) มีรถวิ่งผ่านประมาณ 243,000 คันต่อวัน
เนื่องจากความแออัดอย่างรุนแรง พื้นที่รอบทางหลวงและจุดตัดต่างๆ จึงถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสิบเส้นทางทางหลวงระหว่างรัฐที่การจราจรติดขัดที่สุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ผู้ใช้ทางมักเปรียบเทียบสภาพการจราจรในแอตแลนตากับเมืองลอสแอนเจลิส
ระบบบริหารจัดการจราจรอัจฉริยะ
ทางหลวงสายนี้ติดตั้งระบบขนส่งอัจฉริยะ (Intelligent Transportation System - ITS) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อควบคุมและติดตามสภาพการจราจร ประกอบด้วย:
- ระบบกล้องวงจรปิด (CCTV): มีกล้องมากกว่า 25 ตัว ติดตั้งตลอดเส้นทางตั้งแต่ Langford Parkway จนถึง Brookwood Interchange
- ป้ายแจ้งเตือนอิเล็กทรอนิกส์: ป้ายขนาดใหญ่เหนือศีรษะ 3 ป้าย และป้ายสำหรับเลนรถคันร่วม (HOV) อีก 4 ป้ายบนกำแพงกั้นกลาง
- ระบบตรวจวัดการจราจร: ใช้กล้องขาวดำติดตั้งบนเสาทุกๆ 1/3 ไมล์ (0.54 กิโลเมตร) ทั้งสองฝั่งถนน เพื่อส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังศูนย์บริหารจัดการการขนส่ง (TMC) ของกรมการขนส่งรัฐจอร์เจีย (GDOT) ผ่านสายไฟเบอร์ออปติก
- ระบบควบคุมทางเข้า (Ramp Metering): ทางเข้าเกือบทุกจุดมีการติดตั้งสัญญาณไฟควบคุมปริมาณรถเข้าสู่ทางหลวง ยกเว้นทางเชื่อมระหว่างทางหลวงต่อทางหลวงจาก I-20
ประวัติการก่อสร้าง
การวางแผนเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2487 โดยกรมทางหลวงรัฐจอร์เจียร่วมกับเมืองแอตแลนตา เคาน์ตีฟุลตัน และสำนักงานถนนสาธารณะ (BPR) โดยได้ว่าจ้างบริษัท H.W. Lochner & Company จากชิคาโก เพื่อจัดทำแผนการขนส่งที่ครอบคลุมสำหรับภูมิภาค
รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2489 เสนอให้สร้างทางด่วน 6 สายที่แผ่ออกจากใจกลางเมือง โดยมี 4 สายที่ต้องมาบรรจบกันเป็นเส้นทางเหนือ-ใต้เส้นเดียวผ่านใจกลางเมือง ซึ่งในขณะนั้นถูกเรียกว่า "Downtown Connector" หรือ "Downtown Connector Expressway"
ลำดับการเปิดใช้งาน
- ช่วงแรก (พ.ศ. 2494): ช่วงระหว่างถนน Williams และ Brookwood Interchange เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2494
- ช่วงที่สอง (พ.ศ. 2500): ช่วงระหว่างถนน University และถนน Richardson ระยะทาง 1.4 ไมล์ เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2500
- ช่วงที่สาม (พ.ศ. 2502): ช่วงจากถนน Piedmont ถึงถนน Williams ระยะทาง 0.6 ไมล์ เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2502
- ช่วงสุดท้าย (พ.ศ. 2507): ช่วงระหว่างถนน Richardson และถนน Piedmont ระยะทาง 2.3 ไมล์ รวมถึงจุดตัด I-20 เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2507
คำถามที่พบบ่อย
Downtown Connector คืออะไร?
คือส่วนของทางหลวงระหว่างรัฐ I-75 และ I-85 ที่วิ่งร่วมเส้นทางเดียวกันผ่านใจกลางเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย
ทำไมทางหลวงสายนี้ถึงมีชื่อเสียงเรื่องรถติด?
เนื่องจากเป็นจุดบรรจบของทางหลวงสายหลักสองสายและผ่านย่านธุรกิจใจกลางเมือง ทำให้มีปริมาณรถสูงถึง 437,000 คันต่อวันในจุดที่หนาแน่นที่สุด
ชื่ออย่างเป็นทางการของ Downtown Connector คืออะไร?
ชื่ออย่างเป็นทางการคือ James Wendell George Parkway
ระบบ ITS บนทางหลวงนี้ช่วยอะไร?
ช่วยในการติดตามสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ผ่านกล้อง CCTV และระบบตรวจวัดวิดีโอ เพื่อให้ GDOT สามารถบริหารจัดการการจราจรและแจ้งเตือนผู้ขับขี่ผ่านป้ายอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันท่วงที
