แบร์รอน เอช. เลอร์เนอร์ แพทย์ นักประวัติศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านชีวจริยธรรม
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นทั้งแพทย์อายุรศาสตร์และนักประวัติศาสตร์การแพทย์ที่ได้รับปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์
- ได้รับรางวัล William H. Welch Medal จากผลงานหนังสือ The Breast Cancer Wars
- เขียนหนังสือ One for the Road ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์การเมาแล้วขับเล่มแรกในสหรัฐอเมริกา
- เป็นอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ NYU Langone และแพทย์ที่โรงพยาบาล Bellevue
แบร์รอน เอช. เลอร์เนอร์ (Barron H. Lerner เกิด 27 กันยายน ค.ศ. 1960) เป็นแพทย์ นักประวัติศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านชีวจริยธรรมชาวอเมริกัน ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ Langone แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University Langone School of Medicine) เลอร์เนอร์มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านการปฏิบัติงานทางคลินิกในฐานะแพทย์อายุรศาสตร์ และการสอนในด้านจริยธรรมทางการแพทย์และประวัติศาสตร์การแพทย์
ประวัติการศึกษา
เลอร์เนอร์เกิดที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นบุตรของ ฟิลิป ไอ. เลอร์เนอร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ และรอนนี เลอร์เนอร์ ครูผู้สอน เขาเติบโตในเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ และสำเร็จการศึกษาจากสถาบันชั้นนำดังนี้:
- ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (University of Pennsylvania) ในปี ค.ศ. 1982
- ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต (M.D.) จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) ในปี ค.ศ. 1986
- ปริญญาเอก (Ph.D.) ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington) ในปี ค.ศ. 1996
ผลงานทางวิชาการและหนังสือ
เลอร์เนอร์มีผลงานเขียนหนังสือหลายเล่มที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์การแพทย์และผลกระทบทางสังคม โดยมีผลงานที่โดดเด่นดังนี้:
- The Breast Cancer Wars (2001): หนังสือเล่มนี้ได้รับเลือกให้เป็นหนังสือที่น่าสนใจ (Notable Book) โดยสมาคมห้องสมุดอเมริกัน (American Library Association) ในปี ค.ศ. 2002 และทำให้เขาได้รับเหรียญรางวัล William H. Welch Medal ในปี ค.ศ. 2006 จากสมาคมประวัติศาสตร์การแพทย์แห่งอเมริกา (American Association for the History of Medicine) ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับหนังสือที่มีคุณค่าทางวิชาการโดดเด่นในสาขาประวัติศาสตร์การแพทย์
- One for the Road: Drunk Driving Since 1900 (2011): ถือเป็นหนังสือประวัติศาสตร์เล่มแรกที่ศึกษาเรื่องการเมาแล้วขับในสหรัฐอเมริกา จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University Press)
- Contagion and Confinement (1998): ศึกษาเรื่องการควบคุมวัณโรคในพื้นที่ Skid Road
- When Illness Goes Public (2006): วิเคราะห์เรื่องผู้ป่วยที่มีชื่อเสียงและมุมมองที่มีต่อการแพทย์
- The Good Doctor: A Father, a Son, and the Evolution of Medical Ethics (2014): หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเลอร์เนอร์และบิดาของเขา ซึ่งเป็นแพทย์ทั้งคู่ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของจริยธรรมทางการแพทย์ ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย และการเปลี่ยนแปลงจากระบบที่แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจหลัก (Paternalism) ไปสู่การให้ความสำคัญกับสิทธิและการตัดสินใจของผู้ป่วย (Patient Autonomy)
บทบาททางสังคมและการเขียนบทความ
นอกเหนือจากงานวิชาการ เลอร์เนอร์ยังเป็นผู้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์และให้ความรู้ในด้านการแพทย์และจริยธรรมให้กับสื่อชั้นนำ เช่น The New York Times, The Washington Post, Slate และ The Huffington Post
เขามักนำเสนอประเด็นที่ท้าทายทางจริยธรรม เช่น การวิพากษ์วิจารณ์การใช้หัตถการ HIPEC ในการรักษาโรคมะเร็งบางชนิดที่ยังมีความขัดแย้ง และการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการขับรถโดยประมาทให้มีความเข้มงวดเทียบเท่ากับการเมาแล้วขับ หลังจากที่หลานชายของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในนิวยอร์ก
ในด้านวิชาการ เลอร์เนอร์มีบทความตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ระดับโลกอย่าง The New England Journal of Medicine และ The Lancet โดยครอบคลุมหัวข้อตั้งแต่การทดลองในมนุษย์โดยไม่ได้รับความยินยอม ไปจนถึงการวิเคราะห์ความสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์ ค่านิยม และความเชื่อมั่นในความเชี่ยวชาญทางการแพทย์
การทำงานในปัจจุบัน
ปัจจุบันเลอร์เนอร์ปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลเบลลวิว (Bellevue Hospital) และสอนในหลักสูตรสาธารณสุขโลก (Global Public Health Program) ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก
คำถามที่พบบ่อย
แบร์รอน เอช. เลอร์เนอร์ เชี่ยวชาญด้านใดบ้าง?
เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญใน 3 ด้านหลัก คือ การแพทย์ (อายุรศาสตร์), ประวัติศาสตร์การแพทย์ และชีวจริยธรรม (Bioethics)
หนังสือเล่มใดของเลอร์เนอร์ที่ได้รับรางวัลโดดเด่น?
หนังสือเรื่อง The Breast Cancer Wars: Hope, Fear and the Pursuit of a Cure in Twentieth-Century America ซึ่งได้รับรางวัล William H. Welch Medal ในปี 2006
ประเด็นทางจริยธรรมที่เลอร์เนอร์มักนำเสนอคืออะไร?
เขามักนำเสนอเรื่องวิวัฒนาการของจริยธรรมทางการแพทย์ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากยุคที่แพทย์เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด (Paternalism) ไปสู่ยุคที่เน้นสิทธิและการตัดสินใจของผู้ป่วย (Patient Autonomy)
