วิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์
สรุปใจความสำคัญ
- ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1900 ณ เมืองดัลลัส ก่อนย้ายมายังฮิวสตันในปี ค.ศ. 1943
- แยกตัวเป็นอิสระจากมหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ในปี ค.ศ. 1969 เพื่อโอกาสในการรับทุนวิจัยจากรัฐบาล
- เป็นส่วนหนึ่งของ Texas Medical Center ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
- มีเครือข่ายโรงพยาบาลพันธมิตรที่ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเด็ก และศูนย์มะเร็งระดับโลก
วิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์ (Baylor College of Medicine หรือ BCM) เป็นสถาบันการแพทย์เอกชนชั้นนำ ตั้งอยู่ในเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เดิมทีสถาบันแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ (Baylor University) และใช้ชื่อว่า วิทยาลัยแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ แต่ได้แยกตัวออกมาเป็นสถาบันอิสระในปี ค.ศ. 1969
ปัจจุบัน BCM ประกอบด้วยคณะหรือโรงเรียนในสังกัด 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนแพทยศาสตร์ (School of Medicine), บัณฑิตวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ชีวภาพ (Graduate School of Biomedical Sciences), โรงเรียนวิชาชีพสุขภาพ (School of Health Professions) และโรงเรียนเวชศาสตร์เขตร้อนแห่งชาติ (National School of Tropical Medicine)

ประวัติการก่อตั้งและการพัฒนา
วิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1900 ณ เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส โดยกลุ่มแพทย์ในพื้นที่ที่ต้องการจัดตั้งวิทยาลัยการแพทย์ขึ้นมา โดยเริ่มเปิดการเรียนการสอนในวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1900 ณ อาคารอดีตธรรมศาลา (Synagogue) ชื่อ Temple Emanu-el บนถนน Commerce Street
ในปี ค.ศ. 1903 สถาบันได้สร้างพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ในเมืองเวโก และเปลี่ยนชื่อเป็น วิทยาลัยแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ ซึ่งในช่วงปี ค.ศ. 1918 สถาบันแห่งนี้เป็นโรงเรียนแพทย์เอกชนเพียงแห่งเดียวในรัฐเท็กซัส
การย้ายมายังฮิวสตัน
ในปี ค.ศ. 1943 มูลนิธิ M.D. Anderson ได้เชิญให้เบย์เลอร์ย้ายมาเข้าร่วมใน Texas Medical Center ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นในเมืองฮิวสตัน โดยในช่วงแรกสถาบันได้ใช้โกดังสินค้าของบริษัท Sears, Roebuck & Co. เป็นสถานที่เรียน ก่อนจะย้ายเข้าสู่ตึก Roy and Lillie Cullen ซึ่งเป็นอาคารหลังแรกที่สร้างเสร็จใน Texas Medical Center ในอีก 4 ปีต่อมา
การก้าวสู่ความเป็นอิสระและการขยายตัว
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1969 เมื่อวิทยาลัยแยกตัวออกจากมหาวิทยาลัยเบย์เลอร์และกลายเป็นสถาบันอิสระ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้ BCM สามารถเข้าถึงแหล่งทุนวิจัยจากรัฐบาลกลางได้มากขึ้น ส่งผลให้มีการขยายขนาดชั้นเรียนเพื่อเพิ่มจำนวนแพทย์ในรัฐเท็กซัส
ความโดดเด่นของสถาบันเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงทศวรรษ 1950 เมื่อเทคนิคการผ่าตัดของ ไมเคิล อี. เดเบย์คีย์ (Michael E. DeBakey) ประธานภาควิชาศัลยกรรมในขณะนั้น ได้รับการยอมรับในระดับสากล
เครือข่ายโรงพยาบาลและพันธมิตรทางการแพทย์
วิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์มีความร่วมมือกับโรงพยาบาลและสถาบันวิจัยหลายแห่ง โดยเป็นเจ้าของร่วมกับ Catholic Health Initiatives (CHI) ใน Baylor St. Luke's Medical Center ซึ่งเป็นโรงพยาบาลหลักในระบบ CHI St. Luke's Health
นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลสอนและสถาบันวิจัยในเครือข่ายที่สำคัญ ได้แก่:
- โรงพยาบาลเบน ทอบ (Ben Taub Hospital) ในระบบ Harris Health System
- โรงพยาบาลเด็กเท็กซัส (Texas Children's Hospital)
- ศูนย์มะเร็ง MD Anderson (The University of Texas MD Anderson Cancer Center)
- TIRR Memorial Hermann
- คลินิกเมนเนอร์ (Menninger Clinic)
- ศูนย์การแพทย์ Michael E. DeBakey VA Medical Center
- โรงพยาบาลเด็กซานอันโตนิโอ (Children's Hospital of San Antonio)
ในปี ค.ศ. 2020 BCM ได้ประกาศความร่วมมือกับ Baylor Scott & White Health เพื่อพัฒนาวิทยาเขตโรงเรียนแพทย์ระดับภูมิภาคในเมืองเทมเพิล รัฐเท็กซัส โดยเริ่มรับนักศึกษาในปี ค.ศ. 2023
เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์
ในปี ค.ศ. 2004 เกิดเหตุการณ์ที่หาได้ยากในประวัติศาสตร์การแพทย์ของสหรัฐอเมริกา เมื่อ BCM ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาความร่วมมือกับ โรงพยาบาลฮิวสตันเมธอดิสต์ (Houston Methodist Hospital) ซึ่งเคยเป็นโรงพยาบาลสอนผู้ใหญ่เอกชนหลักของสถาบัน หลังจากมีการเจรจาที่ตกลงกันไม่ได้
คำถามที่พบบ่อย
วิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์แตกต่างจากมหาวิทยาลัยเบย์เลอร์อย่างไร?
เดิมที BCM เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ แต่ได้แยกตัวออกมาเป็นสถาบันอิสระตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 ดังนั้นปัจจุบันจึงเป็นคนละองค์กรกัน แม้ว่ามหาวิทยาลัยเบย์เลอร์จะยังคงมีส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารของ BCM อยู่บ้าง
BCM ตั้งอยู่ที่ไหน?
BCM ตั้งอยู่ในเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ภายในย่าน Texas Medical Center ซึ่งเป็นศูนย์รวมสถาบันการแพทย์และวิจัยระดับโลก
โรงพยาบาลหลักในเครือของ BCM คืออะไร?
Baylor St. Luke's Medical Center เป็นโรงพยาบาลหลักที่ BCM เป็นเจ้าของร่วมกับ Catholic Health Initiatives (CHI)
