← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ต่อมลูกหมากโต (BPH) อาการ สาเหตุ และแนวทางการรักษา

สรุปใจความสำคัญ

  • ต่อมลูกหมากโต (BPH) ไม่ใช่เนื้อร้ายและไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากโดยตรง
  • ประมาณ 50% ของผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป และ 80% ของผู้ชายอายุ 80 ปีขึ้นไป มีภาวะต่อมลูกหมากโต
  • DHT (Dihydrotestosterone) เป็นตัวกลางสำคัญที่กระตุ้นการเติบโตของเซลล์ต่อมลูกหมาก

ต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia หรือ BPH) คือภาวะที่ต่อมลูกหมากมีขนาดเพิ่มขึ้นโดยไม่ใช่เนื้อร้ายหรือมะเร็ง ซึ่งมักเกิดขึ้นในผู้ชายเมื่ออายุมากขึ้น ส่งผลให้ต่อมลูกหมากที่โตขึ้นไปกดทับท่อปัสสาวะ ทำให้การไหลของปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะออกสู่ภายนอกเป็นไปได้ยากลำบาก

ภาพจำลองต่อมลูกหมากโต
ภาพจำลองแสดงลักษณะของต่อมลูกหมากที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจนกดทับท่อปัสสาวะ
กายวิภาคของต่อมลูกหมาก
ตำแหน่งของต่อมลูกหมากในระบบทางเดินปัสสาวะของผู้ชาย

อาการของต่อมลูกหมากโต

อาการของ BPH มักเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง (Lower Urinary Tract Symptoms - LUTS) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้:

  • อาการด้านการกักเก็บ (Storage Symptoms): เช่น ปัสสาวะบ่อย, ต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน (Nocturia), รู้สึกปวดปัสสาวะรุนแรงจนกลั้นไม่อยู่ (Urgency) หรือปัสสาวะเล็ด
  • อาการด้านการขับถ่าย (Voiding Symptoms): เช่น ปัสสาวะลำบากต้องรอนานกว่าจะไหล (Hesitancy), ปัสสาวะไม่ต่อเนื่อง (Intermittency), สายปัสสาวะอ่อนแรง, ต้องเบ่งปัสสาวะ หรือรู้สึกว่าปัสสาวะไม่สุด
  • อาการหลังการปัสสาวะ: เช่น มีปัสสาวะหยดหลังเสร็จสิ้นการขับถ่าย
อาการของต่อมลูกหมากโต
สรุปอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

แม้ว่าสาเหตุที่แน่ชัดจะยังไม่ทราบ แต่ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเกิด BPH ได้แก่:

ฮอร์โมนและกลไกการเกิด

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgens) เช่น เทสโทสเตอโรน มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะ Dihydrotestosterone (DHT) ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการเปลี่ยนรูปของเทสโทสเตอโรนโดยเอนไซม์ 5α-reductase ซึ่ง DHT จะกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ในต่อมลูกหมาก ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

  • อายุ: มักเริ่มพบหลังอายุ 40 ปี และความชุกจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น
  • พันธุกรรม: ประวัติครอบครัวที่มีผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต
  • สุขภาพโดยรวม: โรคอ้วน, โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และการขาดการออกกำลังกาย
  • ยาบางชนิด: ยาแก้คัดจมูก (Pseudoephedrine), ยาต้านโคลิเนอร์จิก (Anticholinergics) และยาปิดกั้นช่องแคลเซียม (Calcium channel blockers) อาจทำให้อาการแย่ลง
ปัจจัยเสี่ยงของ BPH
แผนผังแสดงปัจจัยเสี่ยงและกลไกที่ส่งผลต่อการโตของต่อมลูกหมาก

แนวทางการรักษา

การรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยแบ่งออกเป็นหลายระดับ:

  1. การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์: สำหรับผู้ที่มีอาการเล็กน้อย แนะนำให้ลดการดื่มคาเฟอีน, ลดน้ำหนัก และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  2. การใช้ยา:
    • Alpha Blockers: เช่น Terazosin ช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณคอและต่อมลูกหมากเพื่อให้ปัสสาวะไหลสะดวกขึ้น
    • 5α-reductase Inhibitors: เช่น Finasteride ช่วยลดขนาดของต่อมลูกหมากโดยยับยั้งการสร้าง DHT
  3. การผ่าตัด: ในกรณีที่การใช้ยาไม่ได้ผล หรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไตวายหรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากบางส่วนออก

หมายเหตุ: มีการศึกษาเกี่ยวกับสารสกัดจากพืช เช่น Saw Palmetto หรือ Stinging Nettle แต่ผลการวิเคราะห์เชิงระบบ (Meta-analysis) พบว่าประสิทธิภาพอาจไม่แตกต่างจากยาหลอก (Placebo) อย่างมีนัยสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย

ต่อมลูกหมากโตทำให้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่?

ไม่ ภาวะต่อมลูกหมากโต (BPH) เป็นการเพิ่มขึ้นของขนาดต่อมลูกหมากแบบไม่ใช่มะเร็ง และไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก

อาการที่เด่นชัดที่สุดของ BPH คืออะไร?

อาการที่เด่นชัดที่สุดคืออาการทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง (LUTS) เช่น ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะลำบาก สายปัสสาวะอ่อนแรง และรู้สึกปัสสาวะไม่สุด

หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น?

หากไม่ได้รับการรักษา BPH อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (UTI), นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และปัญหาโรคไตเรื้อรังเนื่องจากปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะ