ชีวประวัติ ศิลปะและประวัติศาสตร์การบันทึกเรื่องราวชีวิต
สรุปใจความสำคัญ
- ชีวประวัติแตกต่างจากประวัติย่อ (CV) ตรงที่มุ่งเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์และวิเคราะห์ตัวตนมากกว่าแค่ข้อมูลพื้นฐาน
- การเขียนชีวประวัติเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 26 ก่อนคริสตกาล ในรูปแบบของการจารึกในสุสานอียิปต์โบราณ
- ชีวประวัติแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ แบบที่ได้รับอนุญาต (Authorized), แบบที่ไม่ได้รับอนุญาต (Unauthorized) และอัตชีวประวัติ (Autobiography)
- ในยุคกลาง งานเขียนชีวประวัติในยุโรปมักเป็นแบบ Hagiography หรือการเขียนเพื่อยกย่องนักบุญและผู้พลีชีพเพื่อศาสนา
ชีวประวัติ (Biography) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า "ไบโอ" (Bio) คือการบรรยายหรือการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของบุคคลหนึ่งอย่างถี่ถ้วน ซึ่งมีความแตกต่างจากการบันทึกข้อมูลพื้นฐาน เช่น ประวัติการศึกษา การทำงาน หรือความสัมพันธ์ และการเสียชีวิต แต่ชีวประวัติจะมุ่งเน้นไปที่การถ่ายทอดประสบการณ์ของบุคคลนั้นต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิต รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวชีวิตในแง่มุมที่หลากหลาย และอาจมีการวิเคราะห์ลักษณะนิสัยและตัวตนของบุคคลที่เป็นหัวข้อหลักของเรื่อง

ประเภทของงานเขียนชีวประวัติ
งานเขียนชีวประวัติส่วนใหญ่จัดอยู่ในประเภทสารคดี (Non-fiction) อย่างไรก็ตาม มีการใช้รูปแบบเรื่องแต่ง (Fiction) ในการนำเสนอชีวิตของบุคคลจริงในบางกรณี นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการเขียนที่เน้นการสืบทอดมรดกทางความคิดที่เรียกว่า "Legacy Writing" โดยสามารถแบ่งประเภทหลักๆ ตามแหล่งที่มาและความยินยอมได้ดังนี้:
- ชีวประวัติที่ได้รับอนุญาต (Authorized Biography): งานเขียนที่ได้รับอนุญาต ความร่วมมือ หรือบางครั้งมีการมีส่วนร่วมจากตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของประวัติ หรือทายาทของบุคคลนั้น
- ชีวประวัติที่ไม่ได้รับอนุญาต (Unauthorized Biography): งานเขียนที่เขียนขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีส่วนร่วมจากเจ้าของประวัติ
- อัตชีวประวัติ (Autobiography): งานเขียนที่เจ้าของประวัติเป็นผู้เขียนเรื่องราวของตนเอง โดยในบางครั้งอาจมีผู้ช่วยเขียนหรือนักเขียนเงา (Ghostwriter) คอยสนับสนุน
ประวัติศาสตร์ของการเขียนชีวประวัติ
ในยุคแรก งานเขียนชีวประวัติถูกมองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่มุ่งเน้นไปยังบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์เท่านั้น จนกระทั่งในศตวรรษที่ 18 ชีวประวัติจึงเริ่มแยกตัวออกมาเป็นประเภทงานเขียนที่เป็นเอกเทศ และพัฒนาจนมีรูปแบบที่ชัดเจนในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
ยุคโบราณ
ชีวประวัติถือเป็นหนึ่งในประเภทวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นักอียิปต์วิทยา Miriam Lichtheim ระบุว่าการเขียนวรรณกรรมเริ่มต้นขึ้นจากการจารึกในสุสานส่วนบุคคล ซึ่งเป็นข้อความชีวประวัติเพื่อระลึกถึงอาชีพการงานของข้าราชการระดับสูงที่ล่วงลับไปแล้ว โดยพบหลักฐานการเขียนชีวประวัติที่เก่าแก่ที่สุดตั้งแต่ศตวรรษที่ 26 ก่อนคริสตกาล

ในศตวรรษที่ 21 ก่อนคริสตกาล มีการเขียนชีวประวัติของกิลกาเมช (Gilgamesh) ในเมโสโปเตเมีย ซึ่งบางเวอร์ชันอาจมีพื้นฐานมาจากบุคคลจริง ต่อมาในภูมิภาคเดียวกันได้มีการบันทึกเรื่องราวของอับราฮัมและลูกหลาน ซึ่งกลายเป็นหัวข้อในชีวประวัติของฮีบรูโบราณทั้งในรูปแบบเรื่องจริงและเรื่องแต่ง
ในยุคกรีกและโรมัน Xenophon ได้เขียนชีวประวัติของไซรัส (Cyrus) ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิเปอร์เซีย ขณะที่ Cornelius Nepos และ Plutarch ได้สร้างผลงานสำคัญ โดยเฉพาะ Plutarch ในผลงาน Parallel Lives (ประมาณ ค.ศ. 80) ที่นำบุคคลสำคัญชาวกรีกและโรมันมาเปรียบเทียบกัน เช่น อเล็กซานเดอร์มหาราชกับจูเลียส ซีซาร์ นอกจากนี้ Suetonius ยังได้เขียน De vita Caesarum (ประมาณ ค.ศ. 121) ซึ่งบันทึกชีวิตของเหล่าจักรพรรดิโรมัน
ยุคกลางและอิทธิพลทางศาสนา
ในช่วงต้นยุคกลาง (ค.ศ. 400–1450) ในยุโรป ความรู้ด้านวัฒนธรรมคลาสสิกลดลง ทำให้ศาสนจักรโรมันคาทอลิกกลายเป็นผู้เก็บรักษาบันทึกประวัติศาสตร์หลัก นักบวชและพระสงฆ์จึงเขียนชีวประวัติที่มุ่งเน้นไปยังบิดาแห่งศาสนจักร ผู้พลีชีพเพื่อศาสนา พระสันตะปาปา และนักบุญ เพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจและเครื่องมือในการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ (Hagiography) อย่างไรก็ตาม ยังมีตัวอย่างงานเขียนทางโลก เช่น ชีวประวัติของพระเจ้าชาร์เลอมาญ (Charlemagne) ที่เขียนโดย Einhard

ในอินเดียตะวันตกยุคกลาง มีวรรณกรรมสันสกฤตของชาวเชนที่เรียกว่า Prabandhas ซึ่งเป็นเรื่องเล่าชีวประวัติกึ่งประวัติศาสตร์เกี่ยวกับบุคคลสำคัญ โดยเขียนด้วยภาษาสันสกฤตแบบภาษาพูดตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา เช่นผลงาน Prabandhavali ของ Jinabhadra (ค.ศ. 1234)
ในอารยธรรมอิสลามยุคกลาง (ประมาณ ค.ศ. 750–1258) มีการเขียนชีวประวัติของนบีมุฮัมมัดและบุคคลสำคัญในยุคแรกของอิสลาม ซึ่งก่อให้เกิดประเพณีการเขียนชีวประวัติเชิงพยากรณ์ (Prophetic biography) และมีการจัดทำพจนานุกรมชีวประวัติ (Biographical dictionaries) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 เพื่อรวบรวมข้อมูลทางสังคมของบุคคลหลากหลายกลุ่ม เช่นผลงาน The Book of The Major Classes โดย Ibn Sa'd al-Baghdadi
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเรเนซองส์และยุคสมัยใหม่
ในช่วงปลายยุคกลาง ชีวประวัติในยุโรปเริ่มลดความเป็นศาสนาลงและหันมาเขียนถึงกษัตริย์ อัศวิน และทรราช เช่น Le Morte d'Arthur ของ Sir Thomas Malory ที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์และอัศวินโต๊ะกลม
เมื่อเข้าสู่ยุคเรเนซองส์ แนวคิดมนุษยนิยม (Humanism) ส่งผลให้เกิดการมุ่งเน้นที่บุคคลทางโลก เช่น ศิลปินและกวี โดยมีการใช้ภาษาท้องถิ่นในการเขียนมากขึ้น ผลงานชิ้นสำคัญคือ Lives of the Artists (ค.ศ. 1550) ของ Giorgio Vasari ซึ่งทำให้บุคคลในเรื่องกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นหนึ่งในหนังสือที่ขายดีในยุคแรกๆ ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการเติบโตของชีวประวัติคือการประดิษฐ์แท่นพิมพ์ในศตวรรษที่ 15 และการที่ผู้คนสามารถอ่านออกเขียนได้มากขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
ชีวประวัติ (Biography) และ อัตชีวประวัติ (Autobiography) ต่างกันอย่างไร?
ชีวประวัติคือเรื่องราวชีวิตของบุคคลที่เขียนโดยผู้อื่น ส่วนอัตชีวประวัติคือเรื่องราวชีวิตที่เจ้าของประวัติเป็นผู้เขียนด้วยตนเอง
ชีวประวัติที่ได้รับอนุญาต (Authorized Biography) คืออะไร?
คือชีวประวัติที่เขียนขึ้นโดยได้รับความยินยอม ความร่วมมือ หรือมีการมีส่วนร่วมจากตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของประวัติหรือทายาทของเขา
งานเขียนประเภท Hagiography คืออะไร?
คือการเขียนชีวประวัติของนักบุญหรือผู้พลีชีพเพื่อศาสนา ซึ่งมักเขียนขึ้นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจและเครื่องมือในการเผยแผ่ศาสนา โดยพบมากในยุคกลางของยุโรป
การเขียนชีวประวัติในยุคโบราณเริ่มต้นที่ไหน?
เริ่มต้นที่อียิปต์โบราณ โดยเป็นการจารึกข้อความในสุสานเพื่อระลึกถึงอาชีพการงานของข้าราชการระดับสูงที่ล่วงลับไปแล้ว
ใครคือผู้เขียนชีวประวัติที่สำคัญในยุคกรีก-โรมัน?
บุคคลสำคัญ ได้แก่ Xenophon, Cornelius Nepos และ Plutarch ซึ่งผู้หลังได้เขียน Parallel Lives เพื่อเปรียบเทียบชีวิตของบุคคลสำคัญชาวกรีกและโรมัน
แนวคิดมนุษยนิยมในยุคเรเนซองส์ส่งผลต่อการเขียนชีวประวัติอย่างไร?
ทำให้เกิดการเปลี่ยนจุดสนใจจากเรื่องราวทางศาสนามาเป็นเรื่องราวของบุคคลทางโลก เช่น ศิลปินและกวี และส่งผลให้มีการใช้ภาษาท้องถิ่นในการเขียนมากขึ้น