การเพาะเชื้อในเลือด (Blood Culture) วิธีการ ตรวจสอบ และความสำคัญ
สรุปใจความสำคัญ
- การเพาะเชื้อในเลือดใช้เพื่อตรวจหาแบคทีเรียและเชื้อรา ซึ่งปกติแล้วเลือดควรจะปลอดเชื้อ
- การเก็บตัวอย่างเลือดต้องเก็บทั้งในขวด Aerobic และ Anaerobic เพื่อให้ครอบคลุมเชื้อทุกประเภท
- การตรวจพบเชื้อในเลือดอาจนำไปสู่การวินิจฉัยภาวะโลหิตเป็นพิษ (Sepsis) ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน
- การใช้ยาปฏิชีวนะก่อนการเก็บตัวอย่างเลือดอาจทำให้เกิดผลลบปลอม (False Negative)
การเพาะเชื้อในเลือด คือการทดสอบทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ใช้เพื่อตรวจหาแบคทีเรียหรือเชื้อราในเลือดของบุคคล โดยปกติแล้ว เลือดในร่างกายมนุษย์จะต้องไม่มีจุลชีพใดๆ การพบเชื้อในเลือดอาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อในกระแสเลือด เช่น bacteremia (ภาวะโลหิตเป็นพิษจากแบคทีเรีย) หรือ fungemia (ภาวะโลหิตเป็นพิษจากเชื้อรา) ซึ่งในกรณีที่รุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะ sepsis (ภาวะโลหิตเป็นพิษ) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
วิธีการตรวจเพาะเชื้อในเลือด
ในการทดสอบนี้ เลือดจะถูกเก็บรวบรวมลงในขวดเพาะเชื้อที่มีของเหลวสูตรพิเศษที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลชีพที่เรียกว่า อาหารเลี้ยงเชื้อ (culture medium) โดยปกติจะมีการเก็บเลือดสองขวดต่อหนึ่งจุดเก็บเลือด ซึ่งประกอบด้วย:
- ขวดสำหรับเชื้อที่ต้องการออกซิเจน (Aerobic): สำหรับตรวจหาจุลชีพที่เจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีออกซิเจน
- ขวดสำหรับเชื้อที่ต้องการสภาวะไร้ออกซิเจน (Anaerobic): สำหรับตรวจหาจุลชีพที่เจริญเติบโตได้ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน
บางครั้งอาจมีการเก็บเลือดสองชุดจากสองจุดที่แตกต่างกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการวินิจฉัยผิดพลาด หากเชื้อที่พบในชุดเดียวจากจุดเดียว อาจเป็นเพียงการปนเปื้อนจากเชื้อบนผิวหนังมากกว่าการติดเชื้อในกระแสเลือดจริงๆ
ขั้นตอนการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
- การบ่มเชื้อ (Incubation): ขวดเพาะเชื้อจะถูกนำไปใส่ในเครื่องบ่มเชื้อเป็นเวลาหลายวันเพื่อให้จุลชีพเพิ่มจำนวน
- การย้อมสีแกรม (Gram Stain): หากตรวจพบการเจริญเติบโตของเชื้อ จะมีการย้อมสีแกรมเพื่อยืนยันการมีอยู่ของเชื้อและให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับชนิดของเชื้อ
- การเพาะเชื้อซ้ำ (Subculture): เลือดจะถูกนำมาขีดลงบนจานอาหารเลี้ยงเชื้อ (Agar plate) เพื่อแยกเชื้อให้เป็นโคโลนีเดี่ยวๆ เพื่อการระบุชนิดของเชื้ออย่างละเอียดและทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ (Antimicrobial Susceptibility Testing)
ความสำคัญทางการแพทย์
เลือดเป็นส่วนที่ปลอดเชื้อโดยธรรมชาติ การมีแบคทีเรียในเลือดอาจเกิดจากความเสียหายเล็กน้อยของผิวหนังหรือเยื่อบุ ซึ่งมักจะเป็นการติดเชื้อชั่วคราวที่ระบบภูมิคุ้มกันกำจัดออกไปได้ แต่หากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดจากแหล่งติดเชื้อ เช่น ทางเดินปัสสาวะ (UTI), ปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือการติดเชื้อในลิ้นหัวใจ (Endocarditis) อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างต่อเนื่อง
การตรวจเพาะเชื้อในเลือดมีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีต่อไปนี้:
- ผู้ป่วยที่มีไข้สูง หรืออุณหภูมิร่างกายต่ำผิดปกติ
- ผู้ป่วยที่มีจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงหรือต่ำผิดปกติ (เช่น ภาวะ Febrile Neutropenia ในผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด)
- ผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีภาวะโลหิตเป็นพิษ (Sepsis) เพื่อระบุเชื้อก่อโรคและเลือกใช้ยาปฏิชีวนะที่ตรงจุด
- ผู้ป่วยที่มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ (Fever of Unknown Origin)
เชื้อที่พบบ่อยในเลือด
| กลุ่มเชื้อ | ตัวอย่างเชื้อที่พบบ่อย |
|---|---|
| แบคทีเรียแกรมบวก | Staphylococcus aureus, Coagulase-negative staphylococci (CNS) |
| แบคทีเรียแกรมลบ | Escherichia coli, Pseudomonas aeruginosa |
| เชื้อรา | Candida albicans |
เทคโนโลยีสมัยใหม่
เนื่องจากการติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นภาวะฉุกเฉิน การวินิจฉัยที่รวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ ปัจจุบันจึงมีการนำเทคโนโลยี เช่น Polymerase Chain Reaction (PCR) และ MALDI-TOF MS มาใช้เพื่อระบุชนิดของเชื้อได้อย่างรวดเร็วขึ้น แทนที่วิธีการดั้งเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายวัน
คำถามที่พบบ่อย
การเพาะเชื้อในเลือดใช้เวลานานเท่าใดจึงจะทราบผล?
โดยปกติจะใช้เวลาหลายวันในการบ่มเชื้อเพื่อให้จุลชีพเพิ่มจำนวน แต่ปัจจุบันมีระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีรวดเร็ว เช่น PCR ที่ช่วยให้ระบุชนิดเชื้อได้เร็วขึ้น
ทำไมต้องเก็บเลือดหลายขวดหรือหลายจุด?
เพื่อลดโอกาสการเกิดผลบวกปลอมจากการปนเปื้อนของเชื้อบนผิวหนัง (Skin flora) และเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยว่าเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดจริงๆ
ผลลบปลอม (False Negative) เกิดจากอะไร?
อาจเกิดจากการได้รับยาปฏิชีวนะก่อนการเจาะเลือด หรือการปริมาณเลือดที่ใส่ในขวดเพาะเชื้อไม่เพียงพอตามคำแนะนำ


