สโมสรฟุตบอลแบรดฟอร์ด ซิตี้ ประวัติศาสตร์และเกียรติยศ
สรุปใจความสำคัญ
- ก่อตั้งในปี 1903 โดยเปลี่ยนจากทีมรักบี้ลีก Manningham F.C.
- คว้าแชมป์เอฟเอคัพ (FA Cup) ได้ในปี 1911 ซึ่งเป็นถ้วยรางวัลหลักใบเดียวของสโมสร
- เป็นสโมสรอาชีพเพียงแห่งเดียวในอังกฤษที่สวมชุดแข่งสีแดงเข้มและเหลืองอำพัน
- เกิดโศกนาฏกรรมไฟไหม้สนามแวลลีย์ พาเรด ในปี 1985 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 56 ราย
สโมสรฟุตบอลแบรดฟอร์ด ซิตี้ (Bradford City Association Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ ตั้งอยู่ในเมืองแบรดฟอร์ด มณฑลเวสต์ยอร์กเชียร์ ปัจจุบันแข่งขันอยู่ในระดับ EFL League One ซึ่งเป็นระดับที่สามของระบบลีกฟุตบอลอังกฤษ ภายใต้การคุมทีมของแกรแฮม อเล็กซานเดอร์

ประวัติการก่อตั้งและยุคเริ่มต้น
สโมสรถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1903 จากการริเริ่มของ เจมส์ ไวท์ บรรณาธิการรองของหนังสือพิมพ์ Bradford Observer โดยร่วมมือกับตัวแทนจากสมาคมฟุตบอล (FA) และเจ้าหน้าที่ของ Manningham F.C. ซึ่งในขณะนั้นเป็นทีมรักบี้ลีก
ทางฟุตบอลลีกมองเห็นโอกาสในการส่งเสริมกีฬาฟุตบอลในเขต West Riding ของยอร์กเชียร์ ซึ่งในขณะนั้นถูกครอบงำด้วยกีฬารักบี้ลีก จึงได้เชิญสโมสรเข้าสู่ดิวิชัน 2 ทันที โดยเข้ามาแทนที่ดอนคาสเตอร์ โรเวอร์ส สโมสรแบรดฟอร์ด ซิตี้ จึงถือกำเนิดขึ้นโดยรับช่วงต่อสีเสื้อประจำสโมสรคือ สีแดงเข้ม (Claret) และสีเหลืองอำพัน (Amber) รวมถึงสนามเหย้าแวลลีย์ พาเรด (Valley Parade) จาก Manningham F.C.
ความสำเร็จสูงสุดและเกียรติยศ
ภายใต้การนำของผู้จัดการทีม ปีเตอร์ โอรูค (Peter O'Rourke) สโมสรสามารถคว้าแชมป์ดิวิชัน 2 ในฤดูกาล 1907–08 และเลื่อนชั้นสู่ดิวิชัน 1 ได้สำเร็จ ต่อมาในฤดูกาล 1910–11 สโมสรสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์เอฟเอคัพ (FA Cup) หลังจากที่กัปตันทีม จิมมี่ สเปียร์ส ทำประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศนัดรีเพลย์กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุดเพียงครั้งเดียวของสโมสรจนถึงปัจจุบัน

ความผันผวนในระบบลีก
หลังจากยุครุ่งเรืองก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สโมสรประสบกับความตกต่ำและถูกปรับตกชั้นในปี 1922 และ 1927 ก่อนจะกลับมาคว้าแชมป์ดิวิชัน 3 (เหนือ) ในฤดูกาล 1928–29 และคว้าถ้วย Third Division North Challenge Cup ในปี 1939
ในช่วงทศวรรษ 1980 สโมสรกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งภายใต้การคุมทีมของ รอย แมคฟาร์แลนด์ และ เทรเวอร์ เชอร์รี โดยสามารถเลื่อนชั้นได้ในปี 1981–82 และคว้าแชมป์ดิวิชัน 3 ในฤดูกาล 1984–85
จุดสูงสุดในยุคสมัยใหม่เกิดขึ้นในปี 1999 เมื่อสโมสรเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก (Premier League) ซึ่งเป็นการกลับสู่ลีกสูงสุดในรอบ 77 ปี และได้เข้าร่วมการแข่งขันยูฟ่า อินเตอร์โตโต้ คัพ (UEFA Intertoto Cup) จนถึงรอบรองชนะเลิศในฤดูกาล 2000–01 ก่อนจะตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลเดียวกัน
โศกนาฏกรรมไฟไหม้สนามแวลลีย์ พาเรด
เหตุการณ์ที่สะเทือนใจที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 1985 เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่อัฒจันทร์สนามแวลลีย์ พาเรด ส่งผลให้แฟนบอล 56 คนเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ และนำไปสู่การปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยของสนามกีฬาในเวลาต่อมา

เอกลักษณ์และคู่ปรับ
แบรดฟอร์ด ซิตี้ เป็นสโมสรอาชีพเพียงแห่งเดียวในอังกฤษที่ใช้สีเสื้อ Claret and Amber (แดงเข้มและเหลืองอำพัน) มาโดยตลอดประวัติศาสตร์ สโมสรมีฉายาว่า "The Bantams" ซึ่งปรากฏอยู่บนตราสโมสรปัจจุบัน
ในด้านคู่ปรับ สโมสรมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ และ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในฐานะดาร์บี้แมตช์แห่งเวสต์ยอร์กเชียร์ รวมถึงคู่ปรับทางประวัติศาสตร์อย่าง แบรดฟอร์ด (พาร์ค อะเวนิว)
คำถามที่พบบ่อย
แบรดฟอร์ด ซิตี้ คว้าแชมป์รายการสำคัญอะไรบ้าง?
เกียรติยศสูงสุดของสโมสรคือการคว้าแชมป์เอฟเอคัพ (FA Cup) ในปี 1911
ฉายาของสโมสรแบรดฟอร์ด ซิตี้ คืออะไร?
ฉายาของสโมสรคือ "The Bantams" ซึ่งปรากฏอยู่บนตราสโมสรปัจจุบัน
สนามเหย้าของแบรดฟอร์ด ซิตี้ ชื่อว่าอะไร?
สนามเหย้าคือ แวลลีย์ พาเรด (Valley Parade) ซึ่งมีความจุ 24,840 ที่นั่ง
สีประจำสโมสรคือสีอะไร?
แบรดฟอร์ด ซิตี้ เป็นสโมสรอาชีพเพียงแห่งเดียวในอังกฤษที่ใช้สีแดงเข้ม (Claret) และเหลืองอำพัน (Amber)
