← กลับไปยังบทความทั้งหมด

สำนักพิมพ์บริลล์ ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของสำนักพิมพ์วิชาการระดับโลก

สรุปใจความสำคัญ

  • ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1683 ในเมืองไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์
  • เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์งานวิชาการสาขาตะวันออกศึกษา ศาสนา และกฎหมายระหว่างประเทศ
  • เคยร่วมมือกับกองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งนำไปสู่การเติบโตทางรายได้แต่ส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูงถูกจับกุมหลังสงคราม
  • ควบรวมกิจการกับ De Gruyter ในปี ค.ศ. 2024 กลายเป็น De Gruyter Brill

สำนักพิมพ์บริลล์ (ภาษาดัตช์: Koninklijke Brill NV) เป็นสำนักพิมพ์วิชาการระดับนานาชาติจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตหนังสือ วารสารวิชาการ และฐานข้อมูลดิจิทัล ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1683 ทำให้เป็นหนึ่งในสำนักพิมพ์ที่เก่าแก่ที่สุดในเนเธอร์แลนด์ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองไลเดน (Leiden) และมีสำนักงานสาขาในเมืองสำคัญทั่วโลก เช่น บอสตัน, พาเดอร์บอร์น, เวียนนา, สิงคโปร์ และปักกิ่ง

อาคารสำนักงานหรือสัญลักษณ์ของสำนักพิมพ์บริลล์
สำนักงานใหญ่ของสำนักพิมพ์บริลล์ในเมืองไลเดน

บริลล์มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในสาขาวิชาด้านตะวันออกศึกษา (Oriental studies), โบราณคดีและคลาสสิก (Classics), ศาสนศึกษา (Religious studies), ยิวศึกษา (Jewish studies), อิสลามศึกษา (Islamic studies), เอเชียศึกษา (Asian studies) รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน โดยมีการปรับตัวจากสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิมสู่การเป็นผู้ให้บริการทรัพยากรดิจิทัล เช่น อีบุ๊กและฐานข้อมูลเฉพาะทางในปัจจุบัน

ในปี ค.ศ. 2024 บริลล์ได้ควบรวมกิจการกับ De Gruyter สำนักพิมพ์จากประเทศเยอรมนี ก่อตั้งเป็น De Gruyter Brill เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในตลาดสิ่งพิมพ์วิชาการระดับโลก

ประวัติการก่อตั้งและยุคเริ่มต้น (ค.ศ. 1683–1848)

ภาพประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการก่อตั้งสำนักพิมพ์
การเริ่มต้นธุรกิจหนังสือในเมืองไลเดนช่วงศตวรรษที่ 17

ธุรกิจนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1683 โดย ยอร์แดน ลุคท์มันส์ (Jordaan Luchtmans) ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นผู้ขายหนังสือกับสมาคมผู้ขายหนังสือแห่งเมืองไลเดน ลุคท์มันส์ได้ผสานธุรกิจการขายหนังสือเข้ากับการจัดพิมพ์ โดยเน้นหนักในด้านคัมภีร์ไบเบิล เทววิทยา ภาษาในเอเชีย และชาติพันธุ์วิทยา นอกจากนี้เขายังสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัยไลเดน ซึ่งในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางการวิจัยที่สำคัญในสาขาเหล่านี้ ธุรกิจนี้ถูกบริหารจัดการภายในตระกูลลุคท์มันส์จนถึงปี ค.ศ. 1848

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของบริลล์ (ค.ศ. 1848–1896)

ในปี ค.ศ. 1848 กรรมสิทธิ์ในธุรกิจได้โอนจากตระกูลลุคท์มันส์ไปยัง อี.เจ. บริลล์ (E.J. Brill) อดีตพนักงานของบริษัท โดยบิดาของเขาคือ โยฮันเนส เคยดำรงตำแหน่งผู้ดูแลบริษัทมาหลายทศวรรษ เพื่อจัดการกับภาระผูกพันทางการเงินที่ได้รับสืบทอดมา บริลล์ได้นำหนังสือในคลังของตระกูลลุคท์มันส์ออกมาประมูลขายระหว่างปี ค.ศ. 1848 ถึง 1850

ภายใต้การนำของบริลล์ บริษัทยังคงรักษาแกนหลักในการพิมพ์งานวิชาการ แต่มีการขยายขอบเขตไปยังสาขาอื่นบ้าง เช่น การตีพิมพ์หนังสือคู่มือวิศวกรรมไอน้ำในปี ค.ศ. 1882 และที่สำคัญคือในปี ค.ศ. 1855 ได้ตีพิมพ์หนังสือ Het Gebed des Heeren in veertien talen (คำอธิษฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้าใน 14 ภาษา) เพื่อแสดงศักยภาพในการจัดพิมพ์ตัวอักษรที่ไม่ใช่ภาษาละติน เช่น ภาษาฮีบรู, อาราเมอิก, สันสกฤต, คอปติก และอาหรับ

การเป็นบริษัทมหาชนและช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1896–1945)

บริลล์เปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทมหาชนจำกัด (Naamloze Vennootschap) ในปี ค.ศ. 1896 หลังจากยุคของผู้สืบทอดอย่าง เอ.พี.เอ็ม. ฟาน อูร์ดท์ และ ฟรานส์ เดอ สตอปเปลาร์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1934 ทูนิส โฟลเกอร์ส (Theunis Folkers) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำบริษัท

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ภายใต้การนำของโฟลเกอร์ส บริษัทมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเนื่องจากการร่วมมือกับกองกำลังยึดครองของเยอรมนี โดยบริลล์ได้รับงานพิมพ์ตำราภาษาต่างประเทศเพื่อให้เยอรมนีใช้บริหารจัดการดินแดนที่ยึดครอง รวมถึงการพิมพ์คู่มือทางทหาร เช่น คู่มือการจำแนกเครื่องหมายยศของกองทัพรัสเซีย ส่งผลให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 132,000 กิลเดอร์ เป็น 579,000 กิลเดอร์ในปี ค.ศ. 1943

ยุคหลังสงครามและการปรับตัวสู่สมัยใหม่ (ค.ศ. 1945–ปัจจุบัน)

ภาพบรรยากาศการทำงานหรือหนังสือวิชาการของบริลล์
การพัฒนาสิ่งพิมพ์วิชาการในยุคหลังสงคราม

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง คณะกรรมการถอนรากถอนโคนนาซีของเนเธอร์แลนด์ตรวจพบ "เงินของศัตรู" ในบัญชีของบริษัท ส่งผลให้โฟลเกอร์สถูกจับกุมในเดือนกันยายน ค.ศ. 1946 และถูกสั่งห้ามดำรงตำแหน่งบริหาร อย่างไรก็ตาม ตัวบริษัทเองได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย โดยมีการตกลงจ่ายค่าปรับเป็นจำนวน 57,000 กิลเดอร์

ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 บริลล์เผชิญกับวิกฤตการณ์จากการขยายตัวที่มากเกินไปและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการพิมพ์ ทำให้ต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ระหว่างปี ค.ศ. 1988 ถึง 1991 โดยมีการปิดสำนักงานในต่างประเทศบางแห่ง (เช่น โคโลญจน์ และลอนดอน) และตัดสินใจขายธุรกิจโรงพิมพ์ของตนเองออกไปเพื่อรักษาความอยู่รอดของบริษัทในภาพรวม ซึ่งการปรับโครงสร้างครั้งนี้ช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้และก้าวเข้าสู่ยุคการพิมพ์ดิจิทัลในเวลาต่อมา

คำถามที่พบบ่อย

สำนักพิมพ์บริลล์ก่อตั้งขึ้นเมื่อใดและที่ไหน?

สำนักพิมพ์บริลล์ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1683 ในเมืองไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์

บริลล์มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาใดเป็นพิเศษ?

บริลล์เชี่ยวชาญในสาขาวิชาด้านตะวันออกศึกษา, คลาสสิก, ศาสนศึกษา, ยิวศึกษา, อิสลามศึกษา, เอเชียศึกษา และกฎหมายระหว่างประเทศ

เกิดอะไรขึ้นกับบริลล์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง?

บริษัทมีการเติบโตทางรายได้จากการพิมพ์ตำราและคู่มือทางทหารให้กับกองกำลังยึดครองของเยอรมนี ซึ่งทำให้ผู้บริหารในขณะนั้นถูกจับกุมหลังสงครามสิ้นสุดลง

ปัจจุบันบริลล์มีสถานะเป็นอย่างไร?

ในปี ค.ศ. 2024 บริลล์ได้ควบรวมกิจการกับสำนักพิมพ์ De Gruyter ของเยอรมนี กลายเป็น De Gruyter Brill