← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ระยะการส่งสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์ ปัจจัยและข้อกำหนดทางกฎหมาย

สรุปใจความสำคัญ

  • ระยะการส่งสัญญาณถูกกำหนดโดยความแรงของสัญญาณที่เครื่องรับสามารถถอดรหัสได้
  • การแพร่กระจายของคลื่นวิทยุในความเป็นจริงเปลี่ยนแปลงตามสภาพอากาศและปรากฏการณ์ทางชั้นบรรยากาศ
  • วิทยุ AM สามารถส่งสัญญาณได้ไกลขึ้นในเวลากลางคืนเนื่องจากการสะท้อนของชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์
  • สัญญาณดิจิทัลมีปรากฏการณ์ Cliff effect ที่ทำให้สัญญาณหายไปทันทีเมื่อความแรงลดลงถึงจุดวิกฤต

ระยะการส่งสัญญาณ (Broadcast Range) หรือที่เรียกว่าพื้นที่การรับฟัง (Listening Area) สำหรับวิทยุ หรือพื้นที่การรับชม (Viewing Area) สำหรับโทรทัศน์ คือพื้นที่บริการที่สถานีส่งสัญญาณหรือเครื่องส่งสัญญาณครอบคลุมผ่านคลื่นวิทยุ (หรือแสงอินฟราเรดในบางกรณี) โดยทั่วไปแล้วจะเป็นพื้นที่ที่ความแรงของสัญญาณเพียงพอสำหรับเครื่องรับส่วนใหญ่ในการถอดรหัสสัญญาณได้ อย่างไรก็ตาม ระยะนี้ยังขึ้นอยู่กับการรบกวนจากสถานีอื่น ๆ ด้วย

ข้อกำหนดทางกฎหมาย

ในทางกฎหมายมีการกำหนดนิยามของพื้นที่บริการดังนี้:

  • พื้นที่บริการหลัก (Primary Service Area): พื้นที่ที่ได้รับสัญญาณที่แรงที่สุดของสถานี
  • City-grade contour: ตามระเบียบของ FCC ในสหรัฐอเมริกา สำหรับสถานี FM จะกำหนดไว้ที่ 70 dBμ (เดซิเบลเทียบกับหนึ่งไมโครโวลต์ต่อเมตร) หรือ 3.16mV/m ซึ่งสถานีต้องครอบคลุมเมืองที่ได้รับใบอนุญาต ยกเว้นสถานีเพื่อการศึกษาที่ไม่แสวงหากำไรและสถานีพลังงานต่ำ
  • ระยะที่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย: ครอบคลุมไปถึงจุดที่ความแรงสัญญาณอยู่ที่ 1mV/m สำหรับสถานีส่วนใหญ่ในอเมริกาเหนือ โดยสถานี Class B1 จะอยู่ที่ 0.7mV/m และสถานี Class B เต็มรูปแบบจะอยู่ที่ 0.5mV/m

การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ

ในความเป็นจริง การแพร่กระจายของคลื่นวิทยุเปลี่ยนแปลงตามสภาพอากาศและปรากฏการณ์ทางชั้นบรรยากาศ เช่น Tropospheric ducting, จุดดับบนดวงอาทิตย์ และพายุฝนฟ้าคะนอง ซึ่งทำให้ระยะการส่งสัญญาณจริงอาจแตกต่างจากขอบเขตที่กำหนดไว้ในทางกฎหมาย เมื่อสัญญาณส่งไปได้ไกลกว่าปกติเนื่องจากสภาวะพิเศษ จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า DXing

ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะการส่งสัญญาณ

ภูมิประเทศมีบทบาทสำคัญในการจำกัดระยะการส่งสัญญาณ โดยเฉพาะภูเขาที่สามารถบล็อกสัญญาณ FM, AM และโทรทัศน์ (โดยเฉพาะย่าน VHF และ UHF) ซึ่งเรียกว่า Terrain shielding อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งเมฆคิวมูโลนิมบัสขนาดใหญ่จากพายุฝนฟ้าคะนองอาจสะท้อนสัญญาณให้ข้ามผ่านสิ่งกีดขวางได้ ในทางกลับกัน ฝนตกหนักอาจทำให้สัญญาณอ่อนกำลังลง

ความแตกต่างระหว่าง AM และ FM

ประเภทสัญญาณปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อระยะลักษณะการรับสัญญาณ
วิทยุ AMการนำไฟฟ้าของดิน, การใช้ Grounding radials, การสะท้อนชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ (Skywaves)ส่งได้ไกลขึ้นในเวลากลางคืนเนื่องจากคลื่นสะท้อนชั้นบรรยากาศ
วิทยุ FM / TVLine of Sight (เส้นสายตา), สิ่งกีดขวางทางกายภาพ, สภาพอากาศระยะจำกัดกว่า แต่คุณภาพเสียง/ภาพชัดเจนกว่า

สำหรับสถานี AM หลายแห่งต้องลดกำลังส่งหรือปิดสถานีในเวลากลางคืนเพื่อป้องกันการรบกวนกัน เนื่องจากคลื่น Skywaves ทำให้สัญญาณเดินทางได้ไกลขึ้นมาก

การขยายระยะการส่งสัญญาณ

สถานีทวนสัญญาณ (Relay stations) ช่วยขยายพื้นที่บริการได้ โดยในสหรัฐฯ จะเรียกว่า Broadcast Translator (เปลี่ยนช่องสัญญาณ) หรือ Booster (ใช้ช่องสัญญาณเดิม) ส่วนในแคนาดาจะใช้คำว่า Rebroadcasters

ปัญหาที่เกิดขึ้นบริเวณขอบเขตการรับสัญญาณ

ผู้ที่อยู่บริเวณขอบเขตของระยะการส่งสัญญาณจะพบปัญหาที่แตกต่างกันตามประเภทเทคโนโลยี:

  • สัญญาณอนาล็อก: จะเกิดเสียงซ่า (Static) หรือภาพลาย
  • สัญญาณดิจิทัล: จะเกิด Cliff effect ซึ่งสัญญาณจะชัดเจนจนกระทั่งถึงจุดหนึ่งแล้วจะหายไปทันที
  • FM Stereo: มักจะเกิดสัญญาณรบกวนได้ง่ายกว่าระบบ Mono เนื่องจากมีการใช้ Subcarriers หากผู้ฟังปิดระบบ Stereo บนเครื่องรับ จะสามารถรับฟังได้ชัดเจนขึ้นในบริเวณขอบเขตสัญญาณ

คำถามที่พบบ่อย

City-grade contour คืออะไร?

คือระดับความแรงของสัญญาณ (เช่น 70 dBμ สำหรับ FM ในสหรัฐฯ) ที่สถานีต้องครอบคลุมพื้นที่เมืองที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย

ทำไมวิทยุ AM ถึงรับสัญญาณได้ไกลขึ้นในเวลากลางคืน?

เพราะคลื่นวิทยุในย่าน Mediumwave จะสะท้อนกับชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ (Skywaves) ในเวลากลางคืน ทำให้เดินทางได้ไกลกว่าปกติ

Cliff effect ในการรับสัญญาณดิจิทัลคืออะไร?

คือปรากฏการณ์ที่สัญญาณดิจิทัลจะคงความชัดเจนไว้ได้ด้วยการแก้ไขข้อผิดพลาด (Error Correction) จนกระทั่งสัญญาณอ่อนเกินกว่าจะถอดรหัสได้ ซึ่งจะทำให้สัญญาณหายไปโดยสิ้นเชิงทันที