← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Brown-Vialetto-Van Laere Syndrome (BVVL) อาการและการรักษา

สรุปใจความสำคัญ

  • BVVL ปัจจุบันถูกเรียกว่า Riboflavin Transporter Deficiency (RTD)
  • เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน SLC52A1, SLC52A2 หรือ SLC52A3
  • การรักษาด้วยการให้ไรโบฟลาวิน (วิตามินบี 2) ขนาดสูงสามารถช่วยชะลอโรคและช่วยชีวิตผู้ป่วยได้

Brown-Vialetto-Van Laere syndrome (BVVL) หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Riboflavin Transporter Deficiency (RTD) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่หายากและมีความรุนแรง ซึ่งส่งผลให้เกิดการเสื่อมของระบบประสาทอย่างต่อเนื่อง โดยมักจะเริ่มแสดงอาการในวัยทารกหรือวัยเด็กตอนต้น

สาเหตุและพันธุศาสตร์

ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา พบว่า BVVL เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน SLC52A1, SLC52A2 หรือ SLC52A3 ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมตัวขนส่งไรโบฟลาวิน (Riboflavin transporters) ในร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำวิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ไปใช้ในเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Genetic mechanism of BVVL
กลไกทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรค BVVL และการขนส่งไรโบฟลาวิน

อาการและสัญญาณเตือน

อาการของ BVVL มักจะเริ่มต้นอย่างช้าๆ และดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีลักษณะเด่นดังนี้:

  • การสูญเสียการได้ยิน: อาการแรกเริ่มที่พบบ่อยที่สุดคือการสูญเสียการได้ยินแบบประสาทหูเสื่อม (Sensorineural deafness) และการสูญเสียการมองเห็น
  • อัมพาตของเส้นประสาทสมอง: มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าและลำคอ ลิ้นสั่น (Fasciculation of the tongue) และความผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 และ 9-12
  • ความผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆ: ได้แก่ การเดินเซ (Cerebellar ataxia), กล้ามเนื้ออ่อนแรง, และภาวะกล้ามเนื้อฝ่อ
  • ภาวะหายใจล้มเหลว: ในระยะท้ายของโรค ผู้ป่วยมักประสบปัญหาการหายใจล้มเหลวเนื่องจากการเป็นอัมพาตของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต

การวินิจฉัยและการแยกโรค

การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจร่างกายทางระบบประสาท และการตรวจภาพถ่ายทางรังสี (Neuroimaging) อย่างไรก็ตาม การตรวจทางพันธุกรรม (Genetic testing) เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการระบุการกลายพันธุ์ของยีนที่ก่อให้เกิดโรค

BVVL สามารถแยกความแตกต่างจากโรคที่มีอาการคล้ายคลึงกันได้ดังนี้:

โรคความแตกต่างจาก BVVL
Fazio-Londe syndromeไม่มีการสูญเสียการได้ยินแบบประสาทหูเสื่อม
Amyotrophic lateral sclerosis (ALS)ไม่มีการสูญเสียการได้ยินแบบประสาทหูเสื่อม
Nathalie syndromeไม่มีอาการของเส้นประสาทสมองส่วนล่าง
Boltshauser syndromeไม่มีการเกี่ยวข้องของเซลล์ประสาทสั่งการส่วนล่าง (Lower motor neuron)

การรักษาและพยากรณ์โรค

การค้นพบที่สำคัญคือ การให้ไรโบฟลาวิน (วิตามินบี 2) ขนาดสูงทางปาก สามารถช่วยชะลอการดำเนินของโรค หยุดยั้งการเสื่อมของระบบประสาท และในบางกรณีสามารถทำให้อาการดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

พยากรณ์โรคในอดีตถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง แต่ปัจจุบันการรักษาด้วยโปรโตคอลไรโบฟลาวินช่วยเพิ่มอายุขัยของผู้ป่วยได้อย่างมาก ผู้ป่วยหลายรายสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานกว่า 10-30 ปีหลังจากเริ่มมีอาการ หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

คำถามที่พบบ่อย

อาการแรกเริ่มของโรค BVVL คืออะไร?

อาการแรกเริ่มที่พบบ่อยที่สุดในเกือบทุกกรณีคือการสูญเสียการมองเห็นและการได้ยินแบบประสาทหูเสื่อม ซึ่งมักเริ่มปรากฏในช่วงอายุ 1 ถึง 3 ปี

โรค BVVL รักษาหายขาดหรือไม่?

แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดจากพันธุกรรมได้ แต่การให้ไรโบฟลาวินขนาดสูงอย่างต่อเนื่องสามารถหยุดยั้งการดำเนินของโรคและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ

ความแตกต่างระหว่าง BVVL และโรค Fazio-Londe คืออะไร?

ความแตกต่างที่สำคัญคือผู้ป่วย BVVL จะมีการสูญเสียการได้ยินแบบประสาทหูเสื่อมร่วมด้วย ในขณะที่ผู้ป่วยโรค Fazio-Londe จะไม่มีอาการนี้