← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Campbell Harvey ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดสรรสินทรัพย์

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นศาสตราจารย์ที่ Fuqua School of Business มหาวิทยาลัย Duke และอดีตประธาน American Finance Association ปี 2016
  • มีผลงานโดดเด่นในการใช้ Inverted Yield Curve เพื่อทำนายภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ
  • ผู้ก่อตั้งการสำรวจ Global Business Outlook Survey เพื่อศึกษาพฤติกรรมจริงของ CFO ทั่วโลก

Campbell Russell "Cam" Harvey (เกิดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 1958) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวแคนาดาที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยเฉพาะในด้านการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ท่ามกลางความเสี่ยงและค่าพรีเมียมความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการวิเคราะห์เพื่อแยกแยะระหว่าง "โชค" และ "ทักษะ" ในการบริหารการลงทุน

ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ J. Paul Sticht ด้านธุรกิจระหว่างประเทศที่ Fuqua School of Business แห่งมหาวิทยาลัย Duke ในเมืองเดอแรม รัฐนอร์ทแคโรไลนา นอกจากนี้ยังเป็นผู้ช่วยวิจัยของ National Bureau of Economic Research (NBER) และ Senior Fellow ที่ Oxford-Man Institute แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งประธาน American Finance Association ในปี 2016

ประวัติการศึกษาและจุดเริ่มต้นทางวิชาการ

Harvey จบการศึกษาจาก Royal St. George's College ในปี 1977 จากนั้นได้รับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์จาก Trinity College มหาวิทยาลัยโทรอนโตในปี 1981 และปริญญา MBA จากมหาวิทยาลัยยอร์กในปี 1983 ก่อนจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก Booth School of Business มหาวิทยาลัยชิคาโก ภายใต้การดูแลของปรมาจารย์ด้านการเงินอย่าง Eugene Fama และ Merton Miller

การทำนายวัฏจักรธุรกิจ

วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขาในปี 1986 ได้สำรวจแนวคิดที่ว่าโครงสร้างอัตราดอกเบี้ย (Term Structure of Interest Rates) หรือส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยระยะยาวและระยะสั้น สามารถทำนายวัฏจักรธุรกิจของสหรัฐฯ ได้ ซึ่งงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน Journal of Financial Economics ในปี 1988 และ Financial Analysts Journal ในปี 1989

Harvey พบว่าเมื่อเกิดภาวะ Inverted Yield Curve (อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว) มักจะตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งการทำนายนี้พิสูจน์แล้วว่าถูกต้องในหลายครั้ง เช่น ในปี 1990-1991, 2001, 2007-2009 และ 2020

ผลงานวิจัยที่สำคัญ

การเงินในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets Finance)

เขาเป็นหนึ่งในนักวิจัยกลุ่มแรกๆ ที่ศึกษาผลตอบแทนของหุ้นและพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ โดยชี้ให้เห็นว่าแนวทางการเงินมาตรฐานที่ใช้ในตลาดพัฒนาแล้วไม่สามารถนำมาใช้กับประเทศกำลังพัฒนาได้ทั้งหมด และได้เสนอแนวทางใหม่ในการจัดการกับความท้าทายเฉพาะของตลาดเหล่านี้

การสำรวจมุมมองทางธุรกิจระดับโลก

Harvey เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ Duke University/CFO Magazine Global Business Outlook Survey ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงทฤษฎีการเงินเข้ากับการปฏิบัติจริง โดยการสอบถามผู้บริหารระดับสูง (CFO) โดยตรงเกี่ยวกับพฤติกรรมการจัดการทางการเงิน ซึ่งพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า CFO จำนวนมากยอมรับว่าการพยายามทำตัวเลขกำไรรายไตรมาสให้ได้ตามเป้าหมายอาจเป็นการทำลายมูลค่าของบริษัทในระยะยาว

การวัดความเสี่ยงและการจัดการความเสี่ยง

เขาเสนอให้ปรับเปลี่ยนมุมมองเรื่องความเสี่ยง โดยไม่ให้ยึดติดเพียงแค่ความผันผวน (Volatility) หรือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แต่ควรนำเรื่อง ความเบ้ (Skewness) มาพิจารณาด้วย เนื่องจากนักลงทุนมักชอบกำไรก้อนใหญ่ (Positive Skew) และเกลียดการขาดทุนหนัก (Negative Skew)

โชคเทียบกับทักษะ (Luck versus Skill)

งานวิจัยล่าสุดของ Harvey มุ่งเน้นไปที่การแยกแยะระหว่างผู้จัดการกองทุนที่มีทักษะจริงกับผู้ที่เพียงแค่โชคดี โดยเขาชี้ให้เห็นว่าปัจจัยการกำหนดราคาหลักทรัพย์ (Asset Pricing Factors) ที่ถูกตีพิมพ์จำนวนมากอาจเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และได้นำเสนอวิธีการใหม่ในการลด "สัญญาณรบกวน" (Noise) เพื่อให้ตรวจพบผู้จัดการที่มีทักษะได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

รางวัลและความสำเร็จ

  • Fellow of the American Finance Association (2017)
  • รางวัล Bernstein Fabozzi/Jacobs Levy Awards (2015 และ 2016)
  • รางวัล James R. Vertin Award (2007) จาก CFA Institute
  • รางวัล Graham and Dodd Award (2013) จาก CFA Institute
  • รางวัล Jensen Prize (2001 และ 2005) จาก Journal of Financial Economics

นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่งบรรณาธิการของ Journal of Finance ระหว่างปี 2006–2012 อีกด้วย

คำถามที่พบบ่อย

Campbell Harvey เชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษ?

เขาเชี่ยวชาญด้านการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation), การเงินในตลาดเกิดใหม่, และการแยกแยะระหว่างโชคและทักษะในการบริหารการลงทุน

แนวคิดเรื่อง Inverted Yield Curve ของ Harvey คืออะไร?

คือภาวะที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ซึ่ง Harvey พบว่าข้อมูลนี้สามารถใช้ทำนายการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ได้อย่างแม่นยำ

ทำไม Harvey ถึงเสนอให้ใช้ Skewness ในการวัดความเสี่ยง?

เพราะเขามองว่าผลตอบแทนของสินทรัพย์ไม่ได้มีการกระจายตัวแบบปกติ (Normal Distribution) และนักลงทุนมีปฏิกิริยาต่อกำไรก้อนใหญ่และขาดทุนหนักแตกต่างกัน ซึ่งความผันผวนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายได้