เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ขุนนางและปราชญ์ผู้บุกเบิกวิทยาศาสตร์ในสยาม
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นขุนนางระดับสูงในตระกูลบุนนาคที่มีบทบาทสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5
- ผู้เขียน 'หนังสือแสดงกิจจานุกิจ' ซึ่งถือเป็นตำราวิทยาศาสตร์เล่มแรกของไทย
- เป็นผู้เรียบเรียงประวัติศาสตร์ 4 รัชกาลแรกของราชวงศ์จักรีตามพระบรมราชโองการ
- เป็นบุคคลสำคัญที่พยายามประสานความเชื่อทางพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (1 ตุลาคม พ.ศ. 2356 – พ.ศ. 2413) มีชื่อเดิมว่า ขำ บุนนาค เป็นขุนนางชั้นสูง ข้าราชการ และปราชญ์คนสำคัญของสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 โดยเป็นบุคคลที่มีบทบาททั้งในด้านการบริหารราชการแผ่นดินและการวางรากฐานทางความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ในสังคมไทย

ภูมิหลังและตระกูล
ขำ บุนนาค เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2356 ในตระกูลบุนนาค ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางที่มีอำนาจและอิทธิพลอย่างสูงในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยมีเชื้อสายเปอร์เซีย บิดาคือพระยารัตนประดิษฐ์ (ทิศ บุนนาค) ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญและเคยดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) นอกจากนี้ยังมีพี่ชายคือเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
การรับราชการ
ขำ บุนนาค เริ่มเข้ารับราชการในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โดยดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการในกรมท่า ต่อมาเมื่อสิ้นรัชกาลที่ 3 ตระกูลบุนนาคมีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกผู้สืบราชสันตติวงศ์ ซึ่งขำ บุนนาค ได้ให้การสนับสนุนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างเต็มที่ ส่งผลให้เขาได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ได้แก่:
- เสนาบดีกรมพระคลัง (Minister of State) ในปี พ.ศ. 2396
- เสนาบดีกรมพระคลังมหาสมบัติ (Minister of the Treasury) ในปี พ.ศ. 2398
- ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ในปี พ.ศ. 2408
ผลงานทางวิชาการและวรรณกรรม
หลังจากเกษียณจากราชการในปี พ.ศ. 2410 เนื่องจากปัญหาสุขภาพ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ได้ใช้เวลาในช่วงบั้นปลายชีวิตในการเขียนงานด้านประวัติศาสตร์และศาสนา ผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือ "หนังสือแสดงกิจจานุกิจ" ซึ่งเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2410
หนังสือแสดงกิจจานุกิจ
หนังสือแสดงกิจจานุกิจถือเป็นผลงานบุกเบิกที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากถูกระบุว่าเป็นตำราวิทยาศาสตร์เล่มแรกของไทย และเป็นหนังสือเล่มแรกที่พิมพ์ขึ้นโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากชาวตะวันตก เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้เป็นการโต้แย้งความเชื่อเรื่องจักรวาลวิทยาแบบดั้งเดิมในพุทธศาสนา (ซึ่งเขามองว่าถูกปะปนด้วยความเชื่อแบบพราหมณ์) โดยเสนอว่าหลักคำสอนทางจิตวิญญาณของพุทธศาสนายังคงเป็นจริงและสามารถเข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ นอกจากนี้ เขายังอธิบายเรื่องกฎแห่งกรรม การเวียนว่ายตายเกิด และการสะสมบุญ เพื่อให้เข้าใจถึงความแตกต่างของสถานะทางสังคม
ผลงานชิ้นนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย เฮนรี อลาบาสเตอร์ (Henry Alabaster) ที่ปรึกษาในรัชกาลที่ 5 โดยตีพิมพ์ในชื่อ "The Wheel of the Law" ในปี พ.ศ. 2414 แม้จะเป็นการแปลที่ซื่อตรงต่อเนื้อหาเป็นส่วนใหญ่ แต่อลาบาสเตอร์ได้ตัดบางส่วนออก เช่น การสนับสนุนการมีภรรยาหลายคน และได้เพิ่มบทวิจารณ์ส่วนตัวลงไปด้วย
งานเขียนด้านประวัติศาสตร์
เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ได้รับพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เรียบเรียงประวัติศาสตร์ในช่วง 4 รัชกาลแรกของราชวงศ์จักรี ซึ่งเขาสามารถเขียนได้สำเร็จก่อนที่จะถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2413 อย่างไรก็ตาม เนื้อหาบางส่วน โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ไม่ได้ถูกตีพิมพ์จนกระทั่งปี พ.ศ. 2477 เนื่องจากมีเนื้อหาที่ถูกมองว่าอื้อฉาวเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศของเจ้านายชั้นสูง นอกจากนี้ งานเขียนของเขายังถูกปรับแก้โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพื่อตัดเนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ออกไป
คำถามที่พบบ่อย
เจ้าพระยาทิพากรวงศ์คือใคร?
เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เป็นขุนนางชั้นสูงและปราชญ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 ซึ่งมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการบริหารราชการแผ่นดินและงานเขียนทางวิชาการ
ความสำคัญของหนังสือแสดงกิจจานุกิจคืออะไร?
เป็นตำราวิทยาศาสตร์เล่มแรกของไทยที่พิมพ์โดยคนไทยเอง โดยมีเนื้อหาที่นำวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มาอธิบายและโต้แย้งจักรวาลวิทยาแบบดั้งเดิมเพื่อให้เข้ากับหลักพุทธศาสนา
ทำไมงานเขียนประวัติศาสตร์ของท่านจึงถูกแก้ไข?
เนื่องจากมีเนื้อหาบางส่วนที่วิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์หรือกล่าวถึงเรื่องอื้อฉาวของบุคคลสำคัญ ซึ่งถูกปรับแก้โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพื่อความเหมาะสมในการตีพิมพ์
เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มีความสัมพันธ์อย่างไรกับตระกูลบุนนาค?
ท่านเป็นบุตรของพระยารัตนประดิษฐ์ (ทิศ บุนนาค) และเป็นน้องชายของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งทั้งคู่เป็นผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในราชสำนักสยามสมัยนั้น