การพลิกกลับคอร์ดที่สูงกว่าขั้นที่สาม ความเข้าใจเรื่องคอร์ดขยาย
สรุปใจความสำคัญ
- การพลิกกลับคอร์ดที่สูงกว่าขั้นที่สามจำเป็นต้องใช้คอร์ดขยาย เช่น คอร์ดเก้า, สิบเอ็ด และสิบสาม
- การพลิกกลับขั้นที่สี่ของคอร์ดเก้าจะนำโน้ตตัวที่เก้ามาไว้ในตำแหน่งเบส
- การพลิกกลับขั้นที่หกของคอร์ดสิบสามเป็นการพลิกกลับสูงสุดในระบบไดอะโทนิกเนื่องจากข้อจำกัดของจำนวนโน้ตในบันไดเสียง
ในทางทฤษฎีดนตรี การพลิกกลับคอร์ด (Inversion) ที่สูงกว่าขั้นที่สามจำเป็นต้องใช้ คอร์ดขยาย (Extended Chords) เนื่องจากคอร์ดพื้นฐานทั่วไปไม่มีโน้ตเพียงพอที่จะรองรับการพลิกกลับในระดับสูง เช่น การพลิกกลับขั้นที่สี่ต้องการอย่างน้อยคอร์ดเก้า (Ninth Chord) และการพลิกกลับขั้นที่ห้าต้องการอย่างน้อยคอร์ดสิบเอ็ด (Eleventh Chord) เป็นต้น
การพลิกกลับขั้นที่สี่ (Fourth Inversion)
การพลิกกลับขั้นที่สี่ของคอร์ดเก้า คือการจัดวางเสียง (Voicing) ที่นำโน้ตตัวที่เก้าของคอร์ดมาไว้ในตำแหน่งเบส โดยมีตัวรูท (Root) อยู่ห่างขึ้นไปเป็นช่วงคู่เจ็ดเล็ก (Minor Seventh) หรือช่วงคู่เสียงที่เทียบเท่ากัน
ตัวอย่างเช่น ในคอร์ด G dominant ninth ที่มีการพลิกกลับขั้นที่สี่ โน้ตเบสจะเป็นตัว A (ซึ่งเป็นตัวที่เก้าของคอร์ด) โดยมีโน้ตตัวรูท, ตัวที่สาม, ตัวที่ห้า และตัวที่เจ็ด วางอยู่ด้านบน ซึ่งจะสร้างช่วงคู่เสียงเป็น คู่เจ็ด, คู่สอง, คู่สี่ และคู่หก ตามลำดับเมื่อเทียบกับตัว A
จอห์น สมิธ (John Smith, 1853) ระบุว่าคอร์ดเก้ามีการพลิกกลับได้สี่รูปแบบทั้งในบันไดเสียงเมเจอร์และไมเนอร์ แต่การพลิกกลับขั้นที่สี่ (ซึ่งมักระบุด้วยสัญลักษณ์ 642) นั้นไม่ค่อยถูกนำมาใช้งานบ่อยนัก
อย่างไรก็ตาม อาร์โนลด์ เชินเบิร์ก (Arnold Schoenberg, 1948) ให้ความเห็นว่าคอร์ดเก้าและการพลิกกลับของมันยังคงมีอยู่และสามารถนำมาใช้ได้ในปัจจุบัน โดยสามารถพบตัวอย่างได้ในผลงานดนตรี เช่น Verklärte Nacht ของเชินเบิร์กเอง หรือโอเปร่าเรื่อง Salome ของสตราอุส โดยเขาแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องสร้างกฎเกณฑ์พิเศษสำหรับการใช้งาน แต่สามารถใช้กฎเดียวกับคอร์ดเจ็ด คือให้เสียงที่ไม่ประสาน (Dissonances) เคลื่อนที่ลงทีละขั้น และตัวรูทกระโดดขึ้นเป็นคู่สี่

การพลิกกลับขั้นที่ห้า (Fifth Inversion)
การพลิกกลับขั้นที่ห้าของคอร์ดสิบเอ็ด คือการจัดวางเสียงที่นำโน้ตตัวที่สิบเอ็ดของคอร์ดมาไว้ในตำแหน่งเบส และมีตัวรูทอยู่ห่างขึ้นไปเป็นคู่สี่ (หรือช่วงคู่เสียงที่เทียบเท่ากัน)
ตัวอย่างเช่น ในคอร์ด G dominant eleventh ที่มีตัวสิบเอ็ด โน้ตเบสจะเป็นตัว C (ตัวที่สิบเอ็ดของคอร์ด) โดยมีตัวรูท, ตัวที่สาม, ตัวที่ห้า, ตัวที่เจ็ด และตัวที่เก้า อยู่ด้านบน ซึ่งจะสร้างช่วงคู่เสียงเป็น คู่ห้า, คู่เจ็ด, คู่สอง, คู่สี่ และคู่หก ตามลำดับเมื่อเทียบกับตัว C
การพลิกกลับขั้นที่หก (Sixth Inversion)
การพลิกกลับขั้นที่หกของคอร์ดสิบสาม ถือเป็นการพลิกกลับในระดับไดอะโทนิก (Diatonic) ที่สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากบันไดเสียงไดอะโทนิกมีโน้ตเพียงเจ็ดตัว (โดยการพลิกกลับขั้นที่เจ็ดของคอร์ดสิบสามจะกลับมาเป็นตำแหน่งรูทพอดี)
หากต้องการการพลิกกลับที่สูงกว่านี้ จำเป็นต้องใช้เสียงนอกบันไดเสียง (Chromaticism) หรือใช้บันไดเสียงที่มีโน้ตมากกว่าเจ็ดตัว
คำถามที่พบบ่อย
การพลิกกลับขั้นที่สี่คืออะไร?
คือการจัดวางเสียงของคอร์ดขยาย (เช่น คอร์ดเก้า) โดยนำโน้ตตัวที่เก้าของคอร์ดมาเป็นโน้ตตัวต่ำสุดหรือตัวเบส
ทำไมการพลิกกลับขั้นที่หกจึงเป็นขั้นสูงสุดในระบบไดอะโทนิก?
เพราะบันไดเสียงไดอะโทนิกมีโน้ตเพียง 7 ตัว เมื่อพลิกกลับถึงขั้นที่หก โน้ตตัวสุดท้ายในคอร์ดสิบสามจะถูกนำมาเป็นเบส และการพลิกกลับครั้งต่อไปจะวนกลับมาที่ตัวรูท
การแก้เสียง (Resolution) ของคอร์ดเก้าทำอย่างไร?
ตามแนวทางของอาร์โนลด์ เชินเบิร์ก สามารถใช้กฎเดียวกับคอร์ดเจ็ด คือให้เสียงที่ไม่ประสานเคลื่อนที่ลงทีละขั้น และตัวรูทเคลื่อนที่ขึ้นเป็นคู่สี่