โบสถ์ซานตา มาเรีย เดลลามิราลโญ (Church of Santa Maria dell'Ammiraglio)
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก UNESCO ตั้งแต่ปี 2015 ในกลุ่มสถาปัตยกรรมอาหรับ-นอร์มันในปาเลอร์โม
- ก่อตั้งโดยจอร์จแห่งแอนติออก พลเรือเอกชาวซีเรียในศตวรรษที่ 12
- เป็นศูนย์กลางทางศาสนาของชุมชนชาวอิตาโล-แอลเบเนีย (Arbëreshë) ที่ใช้พิธีกรรมแบบไบแซนไทน์
- เป็นที่มาของขนม Frutta di Martorana (มาร์ซิแพนรูปผลไม้) ที่มีชื่อเสียงของเมืองปาเลอร์โม
โบสถ์ซานตา มาเรีย เดลลามิราลโญ (Santa Maria dell'Ammiraglio) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ลา มาร์โทรานา (La Martorana) ตั้งอยู่ในเมืองปาเลอร์โม ประเทศอิตาลี เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่หลากหลายของเกาะซิซิลี โดยเป็นที่ตั้งของเขตแพริชของซาน นิโคโล เดอิ เกรชี (San Nicolò dei Greci) และทำหน้าที่เป็นอาสนวิหารร่วมของเขตปกครองปิอานา เดลลี อัลบาเนซี (Eparchy of Piana degli Albanesi) ของคริสต์ศาสนจักรคาทอลิกชาวอิตาโล-แอลเบเนีย
ประวัติความเป็นมา
ชื่อ "Ammiraglio" (พลเรือเอก) มีที่มาจาก จอร์จแห่งแอนติออก (George of Antioch) พลเรือเอกชาวคริสต์ชาวซีเรียและรัฐมนตรีหลักของกษัตริย์โรเจอร์ที่ 2 แห่งซิซิลี ผู้ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์การก่อสร้างโบสถ์แห่งนี้ในช่วงศตวรรษที่ 12 โบสถ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงที่ปาเลอร์โมเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรซิซิลี ซึ่งเป็นยุคที่ศิลปะและวัฒนธรรมอาหรับและกรีกมีความโดดเด่น
ในปี ค.ศ. 1184 นักเดินทางชาวอาหรับชื่อ Ibn Jubayr ได้ยกย่องโบสถ์แห่งนี้ว่าเป็น "อนุสรณ์สถานที่มีความสวยงามที่สุดในโลก" นอกจากนี้ โบสถ์แห่งนี้ยังมีความสำคัญทางการเมือง โดยหลังเหตุการณ์ Sicilian Vespers ในปี ค.ศ. 1282 เหล่าขุนนางได้มารวมตัวกันที่นี่เพื่อเสนอให้ปีเตอร์ที่ 3 แห่งอารากอนขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งซิซิลี
การเปลี่ยนแปลงสู่ ลา มาร์โทรานา
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 มีการก่อตั้งคอนแวนต์เบเนดิกตินโดย Eloisa Martorana ทำให้โบสถ์แห่งนี้ถูกเรียกขานว่า ลา มาร์โทรานา ในเวลาต่อมา เมื่อคอนแวนต์นี้ถูกรวมเข้ากับโบสถ์ในปี ค.ศ. 1433-1434 ภายใต้การปกครองของกษัตริย์อัลฟอนโซแห่งอารากอน เหล่าแม่ชีได้ทำการปรับปรุงโครงสร้างและตกแต่งภายในโบสถ์อย่างกว้างขวางในช่วงศตวรรษที่ 16 ถึง 18
สถาปัตยกรรมและจุดเด่น
โบสถ์แห่งนี้โดดเด่นด้วยการผสมผสานของหลายสไตล์สถาปัตยกรรม เนื่องจากผ่านการปรับปรุงหลายครั้งตลอดหลายศตวรรษ จุดเด่นที่สำคัญ ได้แก่:
- อักษรคูฟิก (Kufic script): มีจารึกภาษาอาหรับในรูปแบบอักษรคูฟิกบนเสาทางเข้าสองต้น ซึ่งอ้างอิงถึงอัลกุรอานและคำกล่าว Basmala
- โมเสกไบแซนไทน์: ภายในโดมมีการตกแต่งด้วยโมเสกที่สวยงามและมีจารึกภาษาอาหรับที่เขียนบนไม้
- มรดกโลก UNESCO: ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 โบสถ์แห่งนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก UNESCO ในกลุ่ม "Arab-Norman Palermo and the Cathedral Churches of Cefalù and Monreale"
วัฒนธรรมและประเพณี
ปัจจุบัน โบสถ์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวอิตาโล-แอลเบเนีย (Arbëreshë) ในปาเลอร์โม ซึ่งยังคงใช้พิธีกรรมทางศาสนาตามแบบไบแซนไทน์ โดยใช้ภาษากรีกโบราณ (Koine Greek) และภาษาแอลเบเนีย ซึ่งเป็นประจักษ์พยานถึงวัฒนธรรมทางศาสนาและศิลปะตะวันออกที่ยังคงมีอยู่ในอิตาลี
นอกจากนี้ แม่ชีแห่งมาร์โทรานาในอดีตยังขึ้นชื่อเรื่องการทำ Frutta di Martorana หรือขนมมาร์ซิแพน (Marzipan) รูปผลไม้ ซึ่งยังคงเป็นขนมยอดนิยมที่วางขายในร้านขนมหวานในเมืองปาเลอร์โมจนถึงปัจจุบัน
คำถามที่พบบ่อย
โบสถ์ซานตา มาเรีย เดลลามิราลโญ มีชื่อเรียกอื่นว่าอะไร?
โบสถ์แห่งนี้มีชื่อเรียกทั่วไปว่า ลา มาร์โทรานา (La Martorana)
ทำไมโบสถ์แห่งนี้จึงมีความสำคัญทางสถาปัตยกรรม?
เพราะมีการผสมผสานระหว่างศิลปะอาหรับ นอร์มัน และไบแซนไทน์ โดยมีจุดเด่นที่จารึกภาษาอาหรับอักษรคูฟิกและโมเสกที่สวยงาม
ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ใช้สำหรับพิธีกรรมทางศาสนาแบบใด?
ปัจจุบันใช้สำหรับพิธีกรรมตามแบบไบแซนไทน์ (Byzantine Rite) โดยชุมชนชาวอิตาโล-แอลเบเนีย (Arbëreshë) ในเมืองปาเลอร์โม