← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เปรียบเทียบเทคโนโลยีจอภาพ จาก CRT ไปจนถึง Micro LED

สรุปใจความสำคัญ

  • เทคโนโลยีจอภาพแต่ละประเภทมีวิธีการควบคุมความเข้มของแสงที่แตกต่างกัน เช่น การใช้ Pulse-width modulation หรือการปิดกั้นแสงพื้นหลัง
  • จอ LCD ใช้แสงพื้นหลังคงที่และใช้การปิดกั้นแสงเพื่อสร้างภาพ ในขณะที่ OLED และ Plasma สามารถควบคุมแสงในระดับพิกเซลได้
  • นวัตกรรม Silicon Metasurface มีศักยภาพในการลดการใช้พลังงานลง 50% และมีความบางกว่า LCD แบบเดิม 100 เท่า

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีจอภาพหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบมีคุณสมบัติทางกายภาพและการทำงานที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ประสบการณ์การรับชมภาพและการเคลื่อนไหวมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

คุณลักษณะทั่วไปของเทคโนโลยีจอภาพ

เทคโนโลยีจอภาพหลักๆ ที่เราคุ้นเคยประกอบด้วย:

  • CRT (Cathode Ray Tube): จอภาพแบบหลอดรังสีแคโทด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่า
  • LCD (Liquid Crystal Display): จอภาพผลึกเหลว และเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอด เช่น Quantum dot, LED backlit LCD, WLCD และ OLCD
  • Plasma: จอภาพพลาสม่า
  • OLED (Organic Light Emitting Diode): จอภาพไดโอดเปล่งแสงอินทรีย์ รวมถึง Transparent OLED, PMOLED และ AMOLED
  • Micro LED: เทคโนโลยีจอภาพที่กำลังเกิดขึ้นและถูกจับตามองในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีที่เคยถูกพัฒนาแต่ถูกยกเลิกไปแล้ว เช่น SED และ FED

คุณลักษณะทางเวลาและการแสดงผลภาพ

เทคโนโลยีที่แตกต่างกันส่งผลต่อการรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวและการกะพริบของภาพ (Flicker) ซึ่งมีปัจจัยมาจากวิธีการที่แต่ละเทคโนโลยีนำเสนอเฟรมภาพสีขาวหรือสีเทา

แผนผังแสดงพฤติกรรมทางเวลาของเทคโนโลยีจอภาพแบบต่างๆ
แผนผังเปรียบเทียบการทำงานของแสงในแต่ละเทคโนโลยีจอภาพ

การทำงานของแต่ละเทคโนโลยี

  • DLP (Digital Light Processing): แบบชิปเดี่ยวจะใช้การสลับสีแบบรวดเร็ว (Chromatic Multiplexing) โดยปรับความเข้มของแสงตามระยะเวลาที่พิกเซลเปิดใช้งานภายในช่วงเวลาของสีนั้นๆ
  • LCD: มีการใช้แสงพื้นหลัง (Backlit) ที่ส่องสว่างตลอดเวลา โดยความเข้มของแสงจะถูกควบคุมโดยการปิดกั้นแสงที่ส่องผ่านแผงผลึกเหลว
  • CRT: ใช้ลำแสงอิเล็กตรอนสแกนไปทั่วหน้าจอ ทำให้เกิดการกะพริบของภาพ หากมีการใช้ระบบ Interlacing ภาพหนึ่งภาพจะเกิดจากการกะพริบสองครั้ง โดยความเร็วในการสว่างและดับของแสงขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของสารฟอสฟอรัส
  • Plasma: มีการปรับระยะเวลาการเปิดของแต่ละพิกเซลย่อย คล้ายกับระบบ DLP
  • โรงภาพยนตร์: มักใช้ชัตเตอร์เชิงกลเพื่อฉายเฟรมเดิมซ้ำ 2 หรือ 3 ครั้ง เพื่อเพิ่มความถี่ในการกะพริบ ทำให้ดวงตามนุษย์ไม่สามารถสังเกตเห็นได้

งานวิจัยและนวัตกรรมในอนาคต

ล่าสุดมีงานวิจัยเกี่ยวกับจอภาพที่ใช้ silicon metasurface pixels ซึ่งไม่ต้องใช้แสงโพลาไรซ์และใช้พลังงานลดลงครึ่งหนึ่ง โดยใช้ตัวนำไฟฟ้าโปร่งใสเป็นตัวทำความร้อนเพื่อเปลี่ยนสถานะพิกเซลอย่างรวดเร็ว พิกเซลเหล่านี้มีความบางกว่าผลึกเหลวถึง 100 เท่า และมีเวลาตอบสนอง (Response time) ต่ำกว่า 1 มิลลิวินาที ซึ่งอาจนำมาแทนที่ชั้นผลึกเหลวในจอภาพปัจจุบันได้ในอนาคต

คำถามที่พบบ่อย

ความแตกต่างหลักระหว่าง LCD และ OLED คืออะไร?

LCD ต้องใช้แสงพื้นหลัง (Backlight) และใช้ผลึกเหลวในการปิดกั้นแสงเพื่อสร้างภาพ ในขณะที่ OLED พิกเซลแต่ละพิกเซลสามารถเปล่งแสงได้ด้วยตัวเอง ทำให้ได้สีดำที่สนิทและคอนทราสต์ที่สูงกว่า

ทำไมจอ CRT ถึงมีการกะพริบของภาพ?

เพราะ CRT ใช้ลำแสงอิเล็กตรอนสแกนภาพทีละจุดและทีละเส้น ซึ่งทำให้เกิดการกะพริบที่ดวงตามนุษย์สามารถรับรู้ได้ในบางกรณี

Micro LED คืออะไร?

Micro LED เป็นเทคโนโลยีจอภาพที่เกิดจากการนำ LED ขนาดเล็กมากมาสร้างเป็นพิกเซล ซึ่งรวมข้อดีของ OLED (การเปล่งแสงเองได้) และความทนทานของ LED แบบดั้งเดิมเข้าด้วยกัน