แดเนียล แชนด์เลอร์ นักสัญวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชน
สรุปใจความสำคัญ
- ผู้เขียนหนังสือ Semiotics: The Basics ซึ่งเป็นตำราพื้นฐานด้านสัญวิทยาที่ได้รับความนิยมทั่วโลก
- ผู้บุกเบิกการเผยแพร่เนื้อหาทางวิชาการด้านสื่อสารมวลชนผ่านระบบออนไลน์ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990
- เป็นนักวิชาการที่วิพากษ์แนวคิดกำหนดนิยมทางเทคโนโลยี (Technological Determinism) โดยชี้ให้เห็นถึงการลดทอนความซับซ้อนของปัจจัยทางสังคม
- ร่วมจัดทำพจนานุกรม Oxford Dictionary of Media and Communication ในปี 2011
แดเนียล แชนด์เลอร์ (Daniel Chandler เกิดปี ค.ศ. 1952) เป็นนักสัญวิทยา (Visual Semiotician) ชาวอังกฤษ ผู้มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ด้านสัญวิทยาและทฤษฎีสื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันเขาปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ภาควิชาการละคร ภาพยนตร์ และโทรทัศน์ศึกษา (Department of Theatre, Film and Television Studies) มหาวิทยาลัย Aberystwyth ซึ่งเขาได้เริ่มสอนมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989
ผลงานทางวิชาการที่โดดเด่น
แชนด์เลอร์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากหนังสือ Semiotics: The Basics (ตีพิมพ์โดย Routledge ฉบับพิมพ์ครั้งแรกปี 2002 และฉบับปรับปรุงปี 2007) ซึ่งกลายเป็นตำราพื้นฐานที่ถูกนำไปใช้ในหลักสูตรระดับมหาวิทยาลัยจำนวนมากทั่วโลก นอกจากนี้ เขายังได้สร้างสรรค์ Semiotics for Beginners ซึ่งเป็นเวอร์ชันออนไลน์ที่เผยแพร่มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 เพื่อให้ผู้เริ่มต้นสามารถศึกษาเรื่องสัญวิทยาได้ด้วยตนเอง
นอกจากงานด้านสัญวิทยาแล้ว เขายังร่วมกับ ร็อด มันเดย์ (Rod Munday) ตีพิมพ์ Oxford Dictionary of Media and Communication ในปี ค.ศ. 2011 ซึ่งเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญสำหรับคำศัพท์ในด้านสื่อและการสื่อสาร
เส้นทางอาชีพและการเปลี่ยนผ่านทางความคิด
ช่วงเริ่มต้นในสายการศึกษา
แชนด์เลอร์เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 โดยได้รับการฝึกฝนจาก Magdalene College มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในช่วงที่ไมโครคอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทในห้องเรียน แชนด์เลอร์ได้นำปรัชญาการศึกษาแบบสรรค์สร้างความรู้ (Constructivism) มาใช้ โดยเขามองว่าคอมพิวเตอร์ไม่ใช่เครื่องจักรสำหรับสอนหนังสือ แต่เป็นสื่อกลางในการแสดงออกของผู้เรียน
เขาคัดค้านแนวคิดแบบวัตถุวิสัย (Objectivism) ที่มองว่าข้อมูลคือความรู้ โดยเขามองว่ามนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้แปลข้อมูลให้กลายเป็นสารสนเทศผ่านการสนทนาและการอภิปราย ความเชื่อนี้ทำให้เขาหันมาเป็นที่ปรึกษาอิสระและทำงานร่วมกับ Acornsoft ในการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษาสำหรับ BBC ก่อนจะกลับเข้าสู่แวดวงวิชาการในปี ค.ศ. 1989
การบุกเบิกการเรียนการสอนออนไลน์
แชนด์เลอร์เป็นผู้บุกเบิกการใช้ World Wide Web ในการสอน โดยในปี ค.ศ. 1994 เขาเริ่มนำเอกสารการสอนขึ้นระบบออนไลน์เพื่อให้ลูกศิษย์เข้าถึงได้ และในปี ค.ศ. 1995 เขาได้เผยแพร่ผลงานเรื่อง The Act of Writing ซึ่งต่อยอดมาจากวิทยานิพนธ์ปี 1993 เกี่ยวกับปรากฏการณ์วิทยาของการเขียน (Phenomenology of Writing) การเปิดกว้างของข้อมูลนี้ทำให้เว็บไซต์ของเขากลายเป็นแหล่งทรัพยากรทางวิชาการระดับโลกในด้านวาทวิทยา (Rhetoric), สัญวิทยา และปรัชญาร่วมสมัย
การวิพากษ์แนวคิดกำหนดนิยมทางเทคโนโลยี (Technological Determinism)
ในงานเขียนเรื่อง “Technological or Media Determinism” (1995) แชนด์เลอร์ได้เสนอข้อโต้แย้ง 5 ประการต่อทฤษฎีที่เชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเพียงอย่างเดียว ดังนี้:
- การลดทอน (Reductionistic): การมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนเกิดจากเทคโนโลยีเพียงปัจจัยเดียว
- ความเป็นกลไก (Mechanistic): ความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ทุกคนในรูปแบบเดียวกันและคาดเดาได้
- การทำให้เป็นสิ่งของ (Reifying): การปฏิบัติกับสิ่งนามธรรม (เช่น อินเทอร์เน็ต) หรืออุปกรณ์ เหมือนกับว่าสิ่งเหล่านั้นมีเจตจำนงหรือความต้องการเป็นของตนเอง
- ความเป็นอิสระของเทคโนโลยี (Technological Autonomy): ความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีวิวัฒนาการได้ด้วยตัวเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์หรือควบคุมโดยมนุษย์
- ข้อบังคับทางเทคโนโลยี (Technological Imperative): สมมติฐานที่ว่าเมื่อมีเทคโนโลยีเกิดขึ้น มนุษย์จำเป็นต้องใช้มันไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม
คำถามที่พบบ่อย
แดเนียล แชนด์เลอร์ มีชื่อเสียงจากผลงานชิ้นใดมากที่สุด?
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือหนังสือ Semiotics: The Basics ซึ่งเป็นหนังสือแนะนำพื้นฐานด้านสัญวิทยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในมหาวิทยาลัย
แนวคิดของแชนด์เลอร์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในการศึกษาคืออะไร?
เขามองว่าคอมพิวเตอร์ไม่ใช่เครื่องจักรสำหรับสอน (Teaching Machine) แต่เป็นสื่อกลางในการแสดงออก (Medium of Expression) และเชื่อในแนวคิด Constructivism ที่ว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างความหมายจากข้อมูล
แชนด์เลอร์วิพากษ์ Technological Determinism อย่างไร?
เขามองว่าแนวคิดนี้ลดทอนความจริง โดยเชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดสังคมเพียงอย่างเดียว ซึ่งในความเป็นจริงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นมากกว่าแค่ตัวเทคโนโลยี
