← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เดวิด แลตช์แมน นักพันธุศาสตร์และผู้บริหารมหาวิทยาลัยชาวอังกฤษ

สรุปใจความสำคัญ

  • เดวิด แลตช์แมน เป็นอดีตรองอธิการบดีของ Birkbeck และรักษาการอธิการบดีของมหาวิทยาลัยลอนดอน
  • เขาเป็นศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์ที่ University College London (UCL)
  • เขาได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ CBE ในปี 2010 สำหรับผลงานด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา
  • เขาเคยถูกตรวจสอบเรื่องการทุจริตในงานวิจัยในห้องปฏิบัติการของเขา แต่ไม่พบว่ามีเจตนาทุจริต

เดวิด เซย์มัว แลตช์แมน (David Seymour Latchman) เป็นนักพันธุศาสตร์และผู้บริหารมหาวิทยาลัยชาวอังกฤษ ผู้มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในลอนดอน โดยเขาดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีของ Birkbeck, University of London ตั้งแต่ปี 2003 ถึง 2023 และเป็นศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์ที่ University College London (UCL) ตั้งแต่ปี 1999

ประวัติการศึกษาและชีวิตช่วงต้น

แลตช์แมนเกิดในครอบครัวชาวยิว และเป็นหลานชายและทายาทของมอริซ โวห์ล (Maurice Wohl) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผู้มั่งคั่ง โดยเขาดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิการกุศลมอริซ โวห์ล (Maurice Wohl Charitable Foundation) ในด้านการศึกษา เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจาก Queens' College, Cambridge ในปี 1978 และได้รับปริญญาเอก (PhD) จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในปี 1981 นอกจากนี้ เขายังได้รับปริญญาเอกชั้นสูง (Doctor of Science) จากมหาวิทยาลัยลอนดอนในปี 1993

เส้นทางอาชีพและการทำงาน

แลตช์แมนเริ่มต้นการทำงานในหน่วยชีววิทยาโมเลกุลทางการแพทย์ที่ University College London (UCL) และที่ Middlesex School of Medicine ต่อมาเขาได้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านพยาธิวิทยาโมเลกุล และผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ Windeyer ที่ UCL รวมถึงเป็นคณบดีของสถาบันสุขภาพเด็ก (Institute for Child Health) ระหว่างปี 1999 ถึง 2002

บทบาทในการบริหารและนโยบายการศึกษา

ในฐานะอธิการบดีของ Birkbeck เขาได้คัดค้านข้อเสนอของรัฐบาลสหราชอาณาจักรในการตัดงบประมาณสนับสนุนสำหรับการศึกษาระดับปริญญาใบที่สอง และเป็นผู้สนับสนุนตัวยงของการศึกษาระดับปริญญาแบบพาร์ทไทม์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับผู้ใหญ่

รางวัลและเกียรติยศ

เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการแห่งภาคี Order of the British Empire (CBE) ในปี 2010 เพื่อเป็นเกียรติแก่การบริการด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา

ข้อพิพาทด้านการวิจัย

ตั้งแต่ปี 2014 ห้องปฏิบัติการของแลตช์แมนที่ UCL Institute of Child Health ตกเป็นเป้าหมายของการตรวจสอบหลังจากมีผู้แจ้งเบาะแสว่ามีการปลอมแปลงข้อมูลในงานวิจัยหลายฉบับ ผลการตรวจสอบจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในปี 2014 และ 2015 พบหลักฐานการทุจริตในการวิจัยในบทความ 14 ฉบับ ระหว่างปี 1990 ถึง 2013

แม้ว่าการสืบสวนจะพบว่าเขาไม่มีเจตนาทุจริตหรือรับรู้ถึงการทุจริตดังกล่าว แต่คณะกรรมการระบุว่าเขาประมาทเลินเล่อในการบริหารจัดการห้องปฏิบัติการและการร่วมเขียนบทความวิจัย ซึ่งถือเป็นการประพฤติผิดทางวิชาการ ในปี 2018 การไต่สวนทางวินัยสรุปว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการทางวินัยอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าการทุจริตในงานวิจัยนั้นตรวจพบได้ยาก และแนะนำให้ผู้นำการวิจัยพิจารณาการระบุชื่อเป็นผู้เขียนร่วมในบทความวิจัย

จนถึงปี 2020 มีบทความวิจัย 6 ฉบับถูกถอนคืน และอีก 2 ฉบับได้รับการแก้ไข แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้เขาลาออก แต่แลตช์แมนยังคงดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์พาร์ทไทม์ด้านพันธุศาสตร์มนุษย์ที่ UCL และอธิการบดีของ Birkbeck โดยเขาไม่ได้บริหารห้องปฏิบัติการและไม่ได้ควบคุมดูแลงานวิจัยอีกต่อไป

บทบาทปัจจุบันในมหาวิทยาลัยลอนดอน

หลังจากดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีที่ Birkbeck เป็นเวลา 20 ปี ในปี 2024 เขาได้เข้ารับตำแหน่งรองอธิการบดี (Deputy Vice-Chancellor) ของมหาวิทยาลัยลอนดอน (University of London) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยกลางที่ดูแลมหาวิทยาลัยสมาชิก 17 แห่ง

ต่อมาในวันที่ 27 พฤษภาคม 2025 เขาได้เข้ารับตำแหน่งรักษาการอธิการบดี (Acting Vice-Chancellor) ของมหาวิทยาลัยลอนดอน แทนที่เวนดี้ ทอมสัน (Wendy Thomson) ที่ถูกสั่งพักงานเนื่องจากข้อกล่าวหาเรื่องการกลั่นแกล้งและภาวะผู้นำที่บกพร่อง

คำถามที่พบบ่อย

เดวิด แลตช์แมน คือใคร?

เขาเป็นนักพันธุศาสตร์และผู้บริหารมหาวิทยาลัยชาวอังกฤษ ผู้เคยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีของ Birkbeck และปัจจุบันเป็นรักษาการอธิการบดีของมหาวิทยาลัยลอนดอน

เดวิด แลตช์แมน มีบทบาทอย่างไรในการส่งเสริมการศึกษา?

เขาเป็นผู้สนับสนุนการศึกษาระดับปริญญาแบบพาร์ทไทม์ และคัดค้านการตัดงบประมาณสนับสนุนสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา

เกิดอะไรขึ้นกับงานวิจัยของเขาที่ UCL?

มีการตรวจพบการทุจริตในงานวิจัย 14 ฉบับที่มาจากห้องปฏิบัติการของเขา ซึ่งนำไปสู่การถอนบทความวิจัย 6 ฉบับ แต่การสืบสวนพบว่าเขาไม่มีเจตนาทุจริต แต่มีความประมาทเลินเล่อในการกำกับดูแล