ถนนตันและซอยตัน (Cul-de-sac)
สรุปใจความสำคัญ
- ถนนตัน (Dead end) และ Cul-de-sac คือถนนที่มีทางเข้าและทางออกเพียงทางเดียว
- ในสหรัฐอเมริกา Cul-de-sac มักหมายถึงถนนตันที่มีปลายทางเป็นวงกลมเพื่อให้รถกลับตัวได้
- การใช้ถนนตันในยุคโบราณมีวัตถุประสงค์ทั้งเพื่อการจัดสรรที่อยู่อาศัย (อียิปต์โบราณ) และเพื่อการป้องกันศัตรู (กรีกและโรมัน)
- กฎหมายรองรับการใช้ถนนตันในผังเมืองสมัยใหม่ครั้งแรกเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรผ่าน Hampstead Garden Suburb Act 1906
ถนนตัน (Dead end) หรือที่รู้จักในภาษาฝรั่งเศสว่า Cul-de-sac (แปลตรงตัวว่า "ก้นถุง") คือถนนที่มีทางเข้าและทางออกเพียงทางเดียว ไม่สามารถขับรถทะลุไปยังถนนเส้นอื่นได้ ในการวางผังเมือง ถนนลักษณะนี้ถูกนำมาใช้เพื่อจำกัดปริมาณการจราจรในย่านที่พักอาศัย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดมลพิษทางเสียงให้กับผู้อยู่อาศัย
ประเภทและความแตกต่างของถนนตัน
แม้ว่าคำว่า "ถนนตัน" จะถูกใช้เรียกถนนที่ไม่มีทางออกในความหมายกว้าง แต่ในทางเทคนิคและการเรียกขานในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกันดังนี้:
- ถนนตันทั่วไป (Dead End): ถนนที่สิ้นสุดลงโดยไม่มีพื้นที่สำหรับกลับรถอย่างเป็นระบบ ผู้ขับขี่อาจต้องถอยหลังออกไป
- ซอยตันแบบวงเวียน (Cul-de-sac): ในสหรัฐอเมริกา คำนี้มักใช้เรียกถนนตันที่มีส่วนปลายเป็นวงกลม (Bulbous end) เพื่อให้ยานพาหนะสามารถกลับรถได้ง่ายขึ้น ซึ่งมักจะถูกตั้งชื่อถนนว่า "Court" ในหลายพื้นที่
- Close: ในสหราชอาณาจักร ถนนตันในย่านที่พักอาศัยมักถูกเรียกว่า "Close"
ในปัจจุบันมีการนำแนวคิด Filtered Permeability มาใช้ โดยการออกแบบให้ถนนตันสำหรับรถยนต์ แต่ยังคงมีทางเดินเท้าหรือทางจักรยานที่เชื่อมต่อกับพื้นที่อื่นได้ เพื่อให้เครือข่ายการเดินทางของผู้เดินเท้าและจักรยานยังคงมีความต่อเนื่อง ซึ่งสมาพันธ์คนเดินเท้าสากล (International Federation of Pedestrians) ได้เสนอให้เรียกถนนลักษณะนี้ว่า "Living end streets"
ประวัติและการพัฒนา

ยุคโบราณ
หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดของถนนตันถูกพบในหมู่บ้านคนงานที่ El Lahun ประเทศอียิปต์ ซึ่งสร้างขึ้นประมาณ 1,885 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีการวางผังเมืองแบบตาราง (Orthogonal) แต่มีถนนตันแคบๆ จำนวน 15 สาย วางตั้งฉากกับถนนสายหลักและสิ้นสุดที่กำแพงล้อมรอบหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังพบการใช้ถนนตันในยุคคลาสสิกของเอเธนส์และโรม
วัตถุประสงค์ด้านการป้องกัน
ลีออน บัตติสตา อัลเบอร์ตี (Leon Battista Alberti) สถาปนิกในศตวรรษที่ 15 ระบุว่าในสมัยโบราณมีการใช้ถนนตันอย่างตั้งใจเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันเมือง โดยการสร้างเส้นทางที่ซับซ้อนและทางตันเพื่อให้ศัตรูที่บุกรุกเข้ามาเกิดความสับสนและถูกกำจัดได้ง่ายขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับทัศนะของอริสโตเติลที่วิจารณ์ผังเมืองแบบตารางของฮิปโปดามัส (Hippodamian grid) ว่าการวางผังที่ซับซ้อนกว่าจะช่วยเรื่องความปลอดภัยในยามสงคราม
การนำมาใช้ในผังเมืองสมัยใหม่
ในสหราชอาณาจักร ถนนตันถูกกำหนดให้เป็นกฎหมายครั้งแรกผ่าน Hampstead Garden Suburb Act 1906 โดยเรย์มอนด์ อันวิน (Raymond Unwin) และแบร์รี พาร์กเกอร์ (Barry Parker) ได้นำเสนอให้ใช้ถนนตันในโครงการ "เมืองสวน" (Garden Suburbs) เพื่อแยกการจราจรออกจากพื้นที่พักอาศัย โดยกำหนดให้ถนนตันมีความยาวไม่เกิน 500 ฟุต (ประมาณ 150 เมตร) และต้องมีทางเดินเท้าแยกต่างหาก
แนวคิดนี้แพร่หลายไปยังสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1920 ผ่านขบวนการเมืองสวน โดยแคลเรนซ์ สไตน์ (Clarence Stein) ได้นำรูปแบบนี้ไปใช้ในโครงการ Radburn รัฐนิวเจอร์ซีย์ ในปี 1929 ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาหมู่บ้านจัดสรรในเวลาต่อมา
คำถามที่พบบ่อย
Cul-de-sac แตกต่างจาก Dead end อย่างไร?
ในความหมายทั่วไปอาจใช้แทนกันได้ แต่ในทางผังเมืองของสหรัฐอเมริกา Cul-de-sac จะหมายถึงถนนตันที่มีส่วนปลายเป็นวงกลม (Bulb) เพื่อให้รถยนต์กลับรถได้สะดวก ในขณะที่ Dead end อาจเป็นถนนที่สิ้นสุดลงเฉยๆ โดยไม่มีพื้นที่กลับรถ
ทำไมผังเมืองจึงออกแบบให้มีถนนตัน?
เพื่อลดปริมาณการจราจรที่ขับผ่าน (Through traffic) ในย่านที่พักอาศัย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็กและผู้อยู่อาศัย ลดมลพิษทางเสียง และสร้างความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
Filtered Permeability คืออะไร?
คือการออกแบบที่จำกัดการเข้าถึงของรถยนต์ (เช่น ถนนตัน) แต่ยังอนุญาตให้คนเดินเท้าหรือจักรยานสามารถผ่านไปยังพื้นที่อื่นได้ผ่านทางเชื่อมหรือทางเดินเท้า เพื่อให้การเดินทางที่ไม่ใช้รถยนต์ยังคงมีความสะดวกและต่อเนื่อง


