Digital Audio Broadcasting (DAB) นวัตกรรมวิทยุดิจิทัลระดับโลก
สรุปใจความสำคัญ
- DAB+ ใช้ตัวแปลงสัญญาณ HE-AAC v2 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า DAB รุ่นดั้งเดิม
- นอร์เวย์เป็นประเทศแรกในโลกที่ยกเลิกการส่งสัญญาณวิทยุ FM ระดับชาติเพื่อเปลี่ยนเป็นดิจิทัล
- DAB+ สามารถประหยัดพลังงานในการแพร่ภาพได้สูงสุดถึง 85% เมื่อเทียบกับระบบ FM
Digital Audio Broadcasting (DAB) หรือการแพร่ภาพกระจายเสียงเสียงดิจิทัล เป็นมาตรฐานวิทยุดิจิทัลที่ใช้ในการให้บริการวิทยุในหลายประเทศทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมโดยองค์กร WorldDAB มาตรฐานนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรป ออสเตรเลีย และบางส่วนของแอฟริกา โดยในปี 2025 มีกว่า 55 ประเทศที่ใช้งาน DAB เป็นทางเลือกแทนที่วิทยุ FM แบบอนาล็อก
ประวัติและการพัฒนา
DAB เกิดจากโครงการวิจัยของยุโรปในช่วงทศวรรษ 1980 โดยความร่วมมือระหว่างสถาบัน IRT ของเยอรมนีตะวันตก และ CCETT ของฝรั่งเศส ต่อมาได้กลายเป็นโครงการ Eureka-147 ในปี 1987 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบที่มีการรับสัญญาณที่ดีกว่า FM และสามารถให้บริการเพิ่มเติม เช่น ข้อความ ข้อมูล และการส่งภาพได้

การเปิดตัวและการยอมรับ
การแพร่ภาพทดลองเริ่มขึ้นในปี 1995 โดยนอร์เวย์เป็นประเทศแรกที่เปิดตัวช่อง DAB (NRK Klassisk) ตามด้วยสหราชอาณาจักรและสวีเดน ในปี 2017 นอร์เวย์กลายเป็นประเทศแรกที่ยกเลิกการส่งสัญญาณ FM ระดับชาติทั้งหมดเพื่อเปลี่ยนมาใช้ DAB อย่างเต็มตัว
ความแตกต่างระหว่าง DAB และ DAB+
ในระยะแรก DAB ใช้ตัวแปลงสัญญาณเสียง (Codec) แบบ MP2 แต่ต่อมาได้มีการพัฒนาเป็น DAB+ ซึ่งใช้ตัวแปลงสัญญาณ HE-AAC v2 (AAC+) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าและมีความทนทานมากกว่า อย่างไรก็ตาม DAB และ DAB+ ไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้ (Not forward compatible) ปัจจุบันการแพร่ภาพส่วนใหญ่ทั่วโลกได้เปลี่ยนมาใช้มาตรฐาน DAB+ แล้ว
ข้อดีและข้อจำกัดของวิทยุดิจิทัล
| คุณสมบัติ | DAB / DAB+ | วิทยุ FM (อนาล็อก) |
|---|---|---|
| ประสิทธิภาพคลื่นความถี่ | สูงกว่า (ส่งได้หลายสถานีในหนึ่งความถี่) | ต่ำกว่า (หนึ่งความถี่ต่อหนึ่งสถานี) |
| คุณภาพเสียง | เลือกได้หลากหลาย (ตั้งแต่ Hi-Fi จนถึง Talk Radio) | คงที่ตามมาตรฐานอนาล็อก |
| ความทนทานต่อสัญญาณรบกวน | สูงกว่า (ลดปัญหา Multipath Fading) | |
| การครอบคลุมของสัญญาณ | ลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อสัญญาณต่ำกว่าเกณฑ์ | ค่อยๆ ลดลง (รับสัญญาณได้ไกลกว่าในบางกรณี) |
นอกจากนี้ DAB+ ยังเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถประหยัดพลังงานได้สูงสุดถึง 85% เมื่อเทียบกับการแพร่ภาพแบบ FM
เทคโนโลยีทางเลือกและอนาคต
นอกจาก DAB แล้ว ยังมีมาตรฐานวิทยุดิจิทัลอื่นๆ เช่น HD Radio, ISDB-Tb, DRM และ DMB รวมถึงการพัฒนา 5G Broadcast ซึ่งมีศักยภาพในการทำให้สมาร์ทโฟนสามารถรับสัญญาณวิทยุดิจิทัลได้โดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ต

คำถามที่พบบ่อย
DAB และ DAB+ แตกต่างกันอย่างไร?
DAB ใช้ตัวแปลงสัญญาณ MP2 ในขณะที่ DAB+ ใช้ HE-AAC v2 ซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าและมีประสิทธิภาพในการใช้แบนด์วิดท์สูงกว่า โดยที่เครื่องรับ DAB รุ่นเก่าไม่สามารถรับสัญญาณ DAB+ ได้
ทำไมบางประเทศถึงเปลี่ยนจาก FM เป็น DAB?
เพราะ DAB ใช้คลื่นความถี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ทำให้สามารถเพิ่มจำนวนสถานีวิทยุได้มากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในการส่งสัญญาณ
สมาร์ทโฟนสามารถรับสัญญาณ DAB ได้หรือไม่?
โดยปกติแล้วสมาร์ทโฟนทั่วไปไม่มีชิปสำหรับรับสัญญาณ DAB แต่ในอนาคตเทคโนโลยี 5G Broadcast อาจทำให้สมาร์ทโฟนรับสัญญาณวิทยุดิจิทัลได้โดยตรง
