Dry Stone ศิลปะการก่อสร้างกำแพงหินแบบไม่ใช้ปูนยาแนว
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นการก่อสร้างที่ใช้การขัดประสานของหินโดยไม่ใช้ปูนยาแนว (Mortar)
- ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติโดย UNESCO
- มีประวัติการใช้งานยาวนานตั้งแต่ยุคหินใหม่ (ประมาณ 3,800 ปีก่อนคริสตกาล)
Dry stone (หรือที่เรียกว่า dry laid ในสหรัฐอเมริกา, drystack หรือ drystane ในสกอตแลนด์และตอนเหนือของอังกฤษ) คือวิธีการก่อสร้างโครงสร้างจากหินโดยไม่มีการใช้ปูนยาแนว (mortar) เพื่อยึดหินเข้าด้วยกัน ความแข็งแรงและความมั่นคงของโครงสร้างเกิดจากการเลือกหินที่มีรูปร่างเหมาะสมและการจัดวางให้หินขัดประสานกันอย่างลงตัว
การใช้งานและลักษณะเด่น
การก่อสร้างแบบ Dry stone เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในรูปแบบของกำแพงหิน ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วใช้สำหรับกำหนดขอบเขตของทุ่งนา สุสาน หรือใช้เป็นกำแพงกันดินสำหรับการทำขั้นบันได นอกจากนี้ยังมีการสร้างที่พักอาศัย บ้าน และโครงสร้างอื่นๆ ด้วยวิธีนี้ อย่างไรก็ตาม คำนี้มักจะไม่ถูกนำไปใช้กับสถาปัตยกรรมโบราณที่ใช้หินตัดแต่งอย่างประณีตแม้จะไม่มีปูนยาแนว เช่น วิหารกรีกหรือสถาปัตยกรรมอินคา
ในปี 2018 ศิลปะการก่อสร้างกำแพงหินแบบ Dry stone ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติโดย UNESCO ในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส กรีซ อิตาลี สโลวีเนีย โครเอเชีย สวิตเซอร์แลนด์ และสเปน โดยในเวลาต่อมา ประเทศไอร์แลนด์ได้รับการเพิ่มชื่อเข้าสู่รายการนี้ในปี 2024
ประวัติศาสตร์การก่อสร้าง
หลักฐานการก่อสร้างกำแพงหินแบบ Dry stone ในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือสามารถย้อนกลับไปได้ถึงยุคหินใหม่ (Neolithic Age) ตัวอย่างเช่น ในเคาน์ตี้เมโย ประเทศไอร์แลนด์ พบระบบทุ่งนาที่สร้างจากกำแพงหินซึ่งถูกทับถมด้วยพีท (peat) โดยมีการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนระบุว่าสร้างขึ้นเมื่อ 3,800 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งอยู่ในยุคเดียวกับหมู่บ้าน Skara Brae และเนินหิน (cairns) ในสกอตแลนด์
นอกจากในยุโรปแล้ว ยังพบการใช้เทคนิคนี้ในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก เช่น:
- เบลีซ: ซากปรักหักพังของชาวมายาที่ Lubaantun แสดงให้เห็นการใช้หินแบบ Dry stone ในสถาปัตยกรรมช่วงศตวรรษที่ 8 และ 9
- ซิมบับเว: เมืองโบราณ Great Zimbabwe เป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นด้วยหินแบบ Dry stone ระหว่างศตวรรษที่ 11 ถึง 15 ซึ่งถือเป็นโครงสร้างประเภทนี้ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
ความแตกต่างทางภูมิภาคและคำศัพท์
ยุโรปและสหราชอาณาจักร
คำศัพท์ที่ใช้เรียกจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาค ในสกอตแลนด์ กำแพงหินที่ใช้แบ่งเขตทุ่งนาจะถูกเรียกว่า dykes และช่างก่อสร้างจะถูกเรียกว่า dykers กำแพงเหล่านี้พบได้มากในพื้นที่สูงของบริเตนและไอร์แลนด์ โดยเฉพาะในเขต Connemara ของไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีหินโผล่ตามธรรมชาติจำนวนมาก
ภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนและยุโรปกลาง
ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน กำแพงหินแบบ Dry stone มักถูกใช้เป็นกำแพงกันดินเพื่อทำเกษตรกรรมแบบขั้นบันได ส่วนในโครเอเชีย กำแพงหิน (suhozidi) ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลายวัตถุประสงค์ เช่น การกำจัดหินออกจากพื้นที่เพาะปลูก การกำหนดกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือเพื่อเป็นกำแพงกำบังลม bora ที่รุนแรง
| ประเทศ/ภูมิภาค | ลักษณะการใช้งานเด่น |
|---|---|
| ไอร์แลนด์/สกอตแลนด์ | แบ่งเขตทุ่งนาและปศุสัตว์ |
| เมดิเตอร์เรเนียน | กำแพงกันดินและขั้นบันไดเกษตรกรรม |
| โครเอเชีย | กำจัดหินจากดินและกำบังลม |
| ซิมบับเว | สถาปัตยกรรมเมืองโบราณ |
คำถามที่พบบ่อย
Dry stone ต่างจากการก่อสร้างหินโบราณของกรีกหรืออินคาอย่างไร?
แม้ว่าทั้งคู่จะไม่ใช้ปูนยาแนว แต่คำว่า Dry stone มักใช้เรียกการก่อสร้างที่ใช้หินธรรมชาติหรือหินที่ไม่ได้ตัดแต่งอย่างประณีต ในขณะที่สถาปัตยกรรมกรีกหรืออินคาใช้หินที่ถูกตัดแต่งรูปทรงอย่างแม่นยำสูง
ทำไมถึงต้องสร้างกำแพงหินแบบไม่ใช้ปูนในบางพื้นที่?
มักสร้างในพื้นที่ที่มีหินธรรมชาติจำนวนมาก เพื่อกำจัดหินออกจากพื้นที่เพาะปลูก และในพื้นที่ที่สภาพอากาศรุนแรงจนไม่สามารถปลูกพุ่มไม้เพื่อใช้เป็นรั้วกั้นสัตว์ได้
ความแข็งแรงของกำแพง Dry stone มาจากไหน?
ความแข็งแรงเกิดจากการเลือกหินที่มีรูปร่างเหมาะสมและการจัดวางให้หินแต่ละก้อนขัดประสานและล็อกกันเองด้วยน้ำหนักและแรงเสียดทาน