← กลับไปยังบทความทั้งหมด

รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-government) นวัตกรรมบริการสาธารณะยุคดิจิทัล

สรุปใจความสำคัญ

  • E-government คือการใช้ ICT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการสาธารณะและทำให้ประชาชนเข้าถึงรัฐบาลได้สะดวกขึ้น
  • รูปแบบการปฏิสัมพันธ์หลักประกอบด้วย G2C, G2B, G2G และ G2E
  • รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ก้าวข้าม E-government โดยการนำ Big Data และ AI มาใช้ในการบริหารจัดการ

รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-government (ย่อมาจาก electronic government) คือการนำอุปกรณ์ทางเทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการส่งมอบบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนและบุคคลอื่น ๆ ภายในประเทศหรือภูมิภาค

การนำ E-government มาใช้ช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรัฐบาลได้โดยตรงและสะดวกยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็สามารถให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยครอบคลุมการปฏิสัมพันธ์ทางดิจิทัลในหลายระดับและหลายภาคส่วน ดังนี้:

  • C2G (Citizen to Government): การสื่อสารระหว่างประชาชนกับรัฐบาลทุกระดับ (เมือง, จังหวัด, ประเทศ และระดับนานาชาติ)
  • G2G (Government to Government): การปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานรัฐบาลด้วยกันเอง
  • G2C (Government to Citizen): การที่รัฐบาลให้บริการแก่ประชาชนโดยตรง
  • G2E (Government to Employee): การสื่อสารและการบริหารจัดการระหว่างรัฐบาลกับพนักงานหรือข้าราชการ
  • G2B (Government to Business): การปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับภาคธุรกิจและพาณิชย์
แผนผังโครงสร้างการปกครองและรูปแบบรัฐบาล
ภาพประกอบแสดงความหลากหลายของรูปแบบการปกครองและโครงสร้างรัฐบาลที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้

โมเดลการส่งมอบบริการและคำนิยาม

การส่งมอบบริการของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์มักเน้นที่การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และการปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process Re-engineering - BPR) เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารปกครองมากขึ้น

นอกจากนี้ นักวิชาการอย่าง Mauro D. Ríos ได้ให้คำนิยามว่า รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) คือวิธีการใหม่ในการจัดระเบียบและการจัดการกิจการสาธารณะ โดยนำกระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกมาใช้ในโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับขั้นตอนและบริการที่จัดหาให้ โดยมีเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ความแตกต่างระหว่าง E-government และ Digital Government

แม้ว่าทั้งสองคำจะถูกใช้สลับกันบ่อยครั้ง แต่ในปัจจุบัน องค์กรอย่าง OECD ได้เริ่มแยกความแตกต่าง โดยคำว่า "รัฐบาลดิจิทัล" มักจะครอบคลุมถึงบริการที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ก้าวหน้ากว่า เช่น Big Data, ระบบอัตโนมัติ (Automation) และ การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics) เพื่อสร้างนโยบายและบริการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ประเภทการปฏิสัมพันธ์คำอธิบายตัวอย่างบริการ
G2Cรัฐบาลสู่ประชาชนการเสียภาษีออนไลน์, การต่ออายุใบขับขี่
G2Bรัฐบาลสู่ธุรกิจการจดทะเบียนบริษัท, การประมูลงานภาครัฐ (e-Procurement)
G2Gรัฐบาลสู่รัฐบาลการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกระทรวง, การประสานงานความมั่นคง
G2Eรัฐบาลสู่พนักงานระบบจัดการเงินเดือนข้าราชการ, การอบรมออนไลน์

คำถามที่พบบ่อย

รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-government) คืออะไร?

คือการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการให้บริการสาธารณะของรัฐ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น

G2C และ G2B แตกต่างกันอย่างไร?

G2C (Government to Citizen) เน้นการให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป เช่น การชำระภาษีออนไลน์ ส่วน G2B (Government to Business) เน้นการให้บริการแก่ภาคธุรกิจ เช่น การขอใบอนุญาตประกอบกิจการ

ทำไมต้องเปลี่ยนจาก E-government เป็นรัฐบาลดิจิทัล?

เพื่อให้รัฐบาลสามารถใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และระบบอัตโนมัติ เพื่อสร้างบริการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น