ระบบการเลือกตั้งของประเทศเบลเยียม
สรุปใจความสำคัญ
- เบลเยียมใช้ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ซึ่งทำให้มักเกิดรัฐบาลผสมเนื่องจากไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด
- การลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งระดับสหพันธรัฐเป็นหน้าที่บังคับตามกฎหมาย (Compulsory voting)
- ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถเลือกได้ทั้งแบบบัญชีรายชื่อพรรค หรือเลือกผู้สมัครรายบุคคล (Preference vote)
- การจัดการเลือกตั้งแบ่งเป็นระดับสหพันธรัฐ (ดูแลการเลือกตั้งระดับชาติและยุโรป) และระดับภูมิภาค (ดูแลการเลือกตั้งท้องถิ่น)
การเลือกตั้งในประเทศเบลเยียมถูกจัดขึ้นเพื่อคัดเลือกสมาชิกเข้าสู่สถาบันนิติบัญญัติเท่านั้น โดยไม่มีการเลือกตั้งโดยตรงสำหรับตำแหน่งในฝ่ายบริหาร การเลือกตั้งโดยตรงครอบคลุมถึงสมาชิกรัฐสภายุโรป, สภาผู้แทนราษฎร, รัฐสภาของภูมิภาคต่างๆ, รัฐสภาของชุมชน, สภาจังหวัด และสภาเทศบาล รวมถึงสภาเขตของแอนต์เวิร์ป
เบลเยียมใช้ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน (Proportional Representation) ซึ่งส่งผลให้ไม่มีพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งได้รับเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลจำเป็นต้องอาศัยการสร้างพันธมิตรระหว่างพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้ง รัฐบาลผสม (Coalition Government) นอกจากนี้ การลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งระดับสหพันธรัฐยังเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่บังคับให้พลเมืองต้องมาใช้สิทธิ์

วิวัฒนาการของการเลือกตั้ง
ระบบการเลือกตั้งของเบลเยียมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากนับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศในปี ค.ศ. 1830 ในช่วงแรก การเลือกตั้งจำกัดอยู่เพียงระดับเทศบาล จังหวัด และระดับชาติ โดยมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในระดับชาติเพียงจำนวนน้อยเท่านั้น ต่อมามีการขยายสิทธิ์การเลือกตั้งและกำหนดให้การลงคะแนนเป็นเรื่องบังคับ
ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 พรรคการเมืองเริ่มแบ่งแยกตามเส้นแบ่งทางภาษา (Linguistic lines) และจำนวนพรรคการเมืองเพิ่มมากขึ้น ในปี ค.ศ. 1979 รัฐสภายุโรปได้เปลี่ยนมาใช้ระบบการเลือกตั้งโดยตรง และจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างประเทศไปสู่รูปแบบสหพันธรัฐ ทำให้ชุมชนและภูมิภาคต่างๆ ของเบลเยียมมีสภานิติบัญญัติเป็นของตนเอง ซึ่งมีการเลือกตั้งโดยตรงมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993
การจัดการเลือกตั้ง
ความรับผิดชอบในการจัดการเลือกตั้งแบ่งออกเป็นสองระดับหลัก:
- ระดับสหพันธรัฐ: รัฐบาลสหพันธรัฐรับผิดชอบการเลือกตั้งที่ไม่ใช่ระดับท้องถิ่นทั้งหมด ได้แก่ การเลือกตั้งสภานิติบัญญัติของชุมชนและภูมิภาค, รัฐสภาสหพันธรัฐ และรัฐสภายุโรป โดยมีกองอำนวยการเลือกตั้งของกระทรวงมหาดไทย (Federal Public Service Interior) เป็นผู้ดำเนินการ
- ระดับภูมิภาค: ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 รัฐบาลภูมิภาค (ฟลานเดอร์ส, บรัสเซลส์ และวอลโลเนีย) รับผิดชอบการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น ได้แก่ สภาเทศบาล, สภาจังหวัด, สภาเขต และสภา OCMW/CPAS

วิธีการเลือกตั้งและการลงคะแนน
เบลเยียมใช้ระบบหลายพรรค (Multi-party system) ซึ่งทำให้การจัดตั้งรัฐบาลต้องอาศัยการเจรจาระหว่างพรรคการเมือง พรรคการเมืองจะจัดทำรายชื่อผู้สมัครในแต่ละเขตเลือกตั้ง โดยจำนวนผู้สมัครสามารถมีได้เท่ากับจำนวนที่นั่งที่มีอยู่
การรณรงค์หาเสียงในเบลเยียมมีระยะเวลาค่อนข้างสั้น (ประมาณหนึ่งเดือน) และมีข้อจำกัดในการใช้ป้ายโฆษณา พรรคการเมืองส่วนใหญ่พึ่งพางบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลและค่าบำรุงสมาชิก
ทางเลือกในการลงคะแนน
ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเบลเยียมมีทางเลือกในการลงคะแนน 5 รูปแบบ ดังนี้:
- เลือกแบบบัญชีรายชื่อ (List vote): ลงคะแนนให้พรรคการเมืองทั้งบัญชี เพื่อยอมรับลำดับผู้สมัครที่พรรคจัดไว้
- เลือกผู้สมัครรายบุคคล (Preference vote): ลงคะแนนให้ผู้สมัครหนึ่งคนหรือมากกว่าในพรรคเดียว โดยไม่คำนึงถึงลำดับในบัญชี
- เลือกผู้สมัครสำรอง (Alternates): ลงคะแนนให้ผู้สมัครสำรองในบัญชีของพรรค
- เลือกผสม: ลงคะแนนให้ทั้งผู้สมัครตัวจริงและผู้สมัครสำรองในพรรคเดียวกัน
- ลงคะแนนไม่ประสงค์ลงคะแนน: ลงคะแนนเป็นบัตรเสียหรือบัตรว่าง เพื่อไม่ให้คะแนนตกเป็นของใคร

การลงคะแนนสามารถทำได้ทั้งแบบใช้กระดาษและแบบอิเล็กทรอนิกส์ ขึ้นอยู่กับสถานที่เลือกตั้ง โดยปกติการเลือกตั้งจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะได้รับบัตรเชิญให้ไปใช้สิทธิ์ล่วงหน้าจากเทศบาล
คำถามที่พบบ่อย
การเลือกตั้งในเบลเยียมบังคับให้ประชาชนต้องไปใช้สิทธิ์หรือไม่?
ใช่ สำหรับการเลือกตั้งระดับสหพันธรัฐ การลงคะแนนเป็นเรื่องบังคับตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในปี 2021 มีการกำหนดให้การเลือกตั้งท้องถิ่น (เทศบาลและจังหวัด) เป็นแบบสมัครใจสำหรับการเลือกตั้งในปี 2024 เป็นต้นไป
ทำไมเบลเยียมถึงมักมีรัฐบาลผสม?
เนื่องจากเบลเยียมใช้ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน (Proportional Representation) และมีระบบหลายพรรคการเมือง ทำให้ยากที่พรรคการเมืองเดียวจะได้รับเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา จึงต้องมีการเจรจาเพื่อสร้างพันธมิตรระหว่างพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถลงคะแนนให้ผู้สมัครรายบุคคลได้หรือไม่?
ได้ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถใช้ 'คะแนนเสียงเลือกตั้งแบบชอบใจ' (Preference vote) เพื่อเลือกผู้สมัครรายบุคคลในบัญชีของพรรคการเมืองนั้นๆ ได้
