Elite Player Performance Plan (EPPP) แผนพัฒนาผู้เล่นระดับสูงของพรีเมียร์ลีก
สรุปใจความสำคัญ
- EPPP เป็นโครงการพัฒนาเยาวชนที่ริเริ่มโดยพรีเมียร์ลีกเพื่อเพิ่มจำนวนนักเตะโฮมโกรว์น
- มีการยกเลิกกฎ '90 นาที' ที่จำกัดการเขตพื้นที่รับหาผู้เล่นเยาวชน
- อะคาเดมี่ถูกแบ่งเป็น 4 ระดับ (Category 1-4) โดยระดับ 1 ต้องมีงบประมาณดำเนินงานขั้นต่ำ 2.5 ล้านปอนด์
- ระบบค่าตัวในการย้ายทีมเยาวชนถูกเปลี่ยนเป็นค่าตัวคงที่ (Fixed Tariff) แทนการตัดสินโดยคณะกรรมการอิสระ
Elite Player Performance Plan (EPPP) คือโครงการพัฒนาเยาวชนที่ริเริ่มโดยพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เพื่อเพิ่มคุณภาพและจำนวนของนักเตะโฮมโกรว์น (Home-grown players) ที่ผลิตโดยสโมสรชั้นนำในอังกฤษ โดยมีการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การเคลื่อนย้ายตัวผู้เล่นเยาวชน การจัดลำดับชั้นของอะคาเดมี่ และการกำหนดค่าตัวในการย้ายทีม ซึ่งนำไปสู่ทั้งการพัฒนาและข้อถกเถียงในวงการฟุตบอลอังกฤษ
หลักการและจุดมุ่งหมายของ EPPP
พรีเมียร์ลีกได้กำหนดหลักการสำคัญในการออกแบบ EPPP เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ดังนี้:
- เพิ่มจำนวนและคุณภาพของนักเตะโฮมโกรว์น: เพื่อให้มีนักเตะที่ได้รับสัญญาอาชีพและได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของสโมสรในระดับสูงสุด
- เพิ่มเวลาในการฝึกซ้อมและรับการโค้ช: สร้างโอกาสให้ผู้เล่นเยาวชนได้พัฒนาทักษะอย่างเต็มที่
- ปรับปรุงการโค้ช: ยกระดับมาตรฐานการฝึกสอนในอะคาเดมี่
- ระบบการวัดผลและประกันคุณภาพ: นำระบบการวัดผลที่มีประสิทธิภาพมาใช้เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพการพัฒนา
- การลงทุนเชิงกลยุทธ์: ส่งเสริมให้มีการลงทุนในระบบอะคาเดมี่อย่างมีคุณค่าและคุ้มค่า
- การพัฒนาผู้เล่นในทุกมิติ: มุ่งเน้นการสร้างความก้าวหน้าในทุกด้านของการพัฒนาผู้เล่น
จุดเน้นในการพัฒนา
แผนการนี้มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงการพัฒนาเยาวชนโดยเน้นที่:
- การอนุญาตให้สโมสรมีเวลาในการโค้ชผู้เล่นเยาวชนมากขึ้น
- การสร้างความสัมพันธ์กับโรงเรียนในท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมทั้งด้านฟุตบอลและการศึกษา
- การอนุญาตให้สโมสรที่ได้รับเกรดอะคาเดมี่ระดับสูงสุด (Category 1) สามารถสรรหาผู้เล่นที่มีพรสวรรค์จากพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปได้
- การทำงานร่วมกับฟุตบอลลีกเพื่อทบทวนระบบการจ่ายค่าชดเชยในการย้ายทีม
การเปลี่ยนแปลงหลักจากระบบอะคาเดมี่เดิม
EPPP ได้นำการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสโมสรต่างๆ ดังนี้:
1. การยกเลิกกฎ "90 นาที"
ในอดีต อะคาเดมี่สามารถเซ็นสัญญาผู้เล่นอายุต่ำกว่า 18 ปีได้เฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในระยะเวลาการเดินทางไม่เกิน 90 นาทีจากศูนย์ฝึกซ้อมเท่านั้น ซึ่งเป็นการสร้าง "เขตพื้นที่รับผิดชอบ" (Catchment area) แต่กฎนี้ถูกยกเลิกไปเพื่อให้สโมสรขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงผู้เล่นที่มีพรสวรรค์ได้กว้างขวางขึ้น
2. ระบบอะคาเดมี่ 4 ระดับ (Four-tier Academy System)
มีการจัดลำดับชั้นของอะคาเดมี่ออกเป็น 4 ระดับ (Category 1-4) โดยอะคาเดมี่ระดับ Category 1 จะมีมาตรฐานสูงสุด ซึ่งต้องมีพนักงานเต็มเวลาอย่างน้อย 18 คน และมีงบประมาณการดำเนินงานอย่างน้อย 2.5 ล้านปอนด์ โดยจะมีการตรวจสอบและจัดลำดับชั้นใหม่ทุกๆ 2 ปี
3. ค่าตัวคงที่สำหรับการย้ายทีมเยาวชน
ระบบการจ่ายค่าชดเชยที่กำหนดโดยคณะกรรมการอิสระถูกแทนที่ด้วยระบบค่าตัวคงที่ (Fixed Tariff) สำหรับผู้เล่นอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งทำให้การย้ายทีมเยาวชนทำได้ง่ายขึ้นและค่าตัวเริ่มต้นเริ่มต้นที่ 3,000 ปอนด์
4. ระบบลีกเยาวชนแบบใหม่
ระบบลีกเยาวชนเดิมถูกแทนที่ด้วย Professional Development League ซึ่งสโมสรที่มีอะคาเดมี่ระดับสูงจะแข่งขันกับสโมสรในระดับเดียวกัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน
ข้อถกเถียงและผลกระทบ
EPPP ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากบางส่วนของ English Football League (EFL) โดยมีข้อกล่าวหาว่าพรีเมียร์ลีกใช้การกดดันให้ฟุตบอลลีกยอมรับข้อตกลงนี้ และถูกมองว่าเป็นระบบที่เอื้อประโยชน์ให้สโมสรยักษ์ใหญ่ (Elite) เท่านั้น
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือสโมสรขนาดเล็กหลายแห่งต้องปิดตัวอะคาเดมี่ลงเนื่องจากไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามมาตรฐาน EPPP ได้ เช่น Hereford United, Wycombe Wanderers, Yeovil Town, Brentford และ Salford City รวมถึงบางสโมสรอย่าง Bolton และ Birmingham City ที่ต้องปรับลดระดับหรือเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาเยาวชน
คำถามที่พบบ่อย
EPPP คืออะไร?
Elite Player Performance Plan (EPPP) คือแผนพัฒนาผู้เล่นระดับสูงที่ริเริ่มโดยพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เพื่อยกระดับคุณภาพและจำนวนของนักเตะที่เติบโตในประเทศ (Home-grown players) ในสโมสรฟุตบอลอังกฤษ
กฎ '90 นาที' คืออะไร และทำไมถึงถูกยกเลิก?
กฎ '90 นาที' คือข้อกำหนดเดิมที่อนุญาตให้อะคาเดมี่เซ็นสัญญาผู้เล่นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีได้เซ็นสัญญาได้เฉพาะผู้ผู้ที่อาศัยอยู่ในระยะเวลาเดินทางไม่เกิน 90 นาทีจากศูนย์ฝึกซ้อม สโมสรขนาดใหญ่สามารถสรรหาผู้เล่นจากพื้นที่ห่างไกลได้มากขึ้นหลังจากกฎนี้ถูกยกเลิก
ทำไม EPPP ถึงเป็นที่ถกเถียง?
EPPP ถูกวิจารณ์ว่าเอื้อประโยชน์ให้สโมสรใหญ่ที่มีงบประมาณสูง (Category 1) และสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้สโมสรขนาดเล็ก จนทำให้บางสโมสรต้องปิดตัวอะคาเดมี่ลง

