เอริก เบอร์ลีย์ นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญกำแพงฮาเดรียน
สรุปใจความสำคัญ
- เอริก เบอร์ลีย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านกองทัพโรมันและกำแพงฮาเดรียน
- เขาเป็นผู้ปรับปรุงลำดับเวลา (Chronology) ของกำแพงฮาเดรียน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาโบราณคดีโรมันในบริเตน
- เขาเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์วิจัยและพิพิธภัณฑ์วินโดลันดา (Vindolanda)
- เขาเป็นผู้ก่อตั้ง 'เดอรัม สคูล' (Durham School) ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิชาการที่ส่งผลต่อการศึกษาด้านการทหารของโรมันในศตวรรษที่ 20
เอริก บาร์ฟ เบอร์ลีย์ (Eric Barff Birley) เป็นนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณกำแพงฮาเดรียน (Hadrian's Wall) และป้อมปราการรอบๆ โดยเฉพาะที่วินโดลันดา (Vindolanda)

ประวัติวัยเด็กและการศึกษา
เอริก เบอร์ลีย์ เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1906 ที่เมืองเอคเคิลส์ แคว้นแลนคาเชียร์ เขาได้รับการศึกษาจากวิทยาลัยคลีฟตัน และต่อมาได้เข้าศึกษาต่อในสาขาวิชาคลาสสิกที่วิทยาลัยเบรเซโนส มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด โดยเขาสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งสองสาขา (double first) ในวิชา Mods และ Greats
เบอร์ลีย์ได้รับอิทธิพลอย่างมากในการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีจากอาจารย์หลายท่าน เช่น ไมเคิล ฮอลรอยด์, อาร์. จี. คอลลิงวูด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริเตนในยุคโรมัน และแฟรงก์ เจอรัลด์ ซิมป์สัน ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาภาคสนามของเดอรัม ซึ่งมีอิทธิพลต่อเบอร์ลีย์ในด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์ของการขุดค้น
เส้นทางอาชีพและการค้นพบที่สำคัญ
ภายใต้การดูแลของ เอฟ. จี. ซิมป์สัน เบอร์ลีย์เริ่มการขุดค้นที่กำแพงฮาเดรียนในปี ค.ศ. 1927 ขณะที่เขายังเป็นนักศึกษาปริญญาตรี โดยการขุดค้นครั้งแรกของเขาเกิดขึ้นที่เบอร์โดสวอลด์ (Birdoswald)
หลังจากจบการศึกษาจากออกซฟอร์ด เบอร์ลีย์ได้ทำงานกับสมาคมโบราณคดีแห่งลอนดอน (Society of Antiquaries of London) ในฐานะผู้สังเกตการณ์ไซต์งานก่อสร้าง ในช่วงเวลานี้เขาได้ทำความรู้จักกับ มอร์ติเมอร์ วีลเลอร์ แห่งพิพิธภัณฑ์ลอนดอน ซึ่งทำให้เขาสนใจในเครื่องปั้นดินเผาแบบ 'ซามิอัน' (Samian pottery) ของโรมันที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ
ในปี ค.ศ. 1929 การค้นพบหินจารึกสองชิ้นที่เบอร์โดสวอลด์นำไปสู่การเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนการกำหนดอายุของกำแพงฮาเดรียน ซึ่งการค้นพบและการปรับอายุนี้ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อการศึกษาบริเตนในยุคโรมัน เนื่องจากเป็นรากฐานของการทำงานด้านลำดับเวลาของกำแพงฮาเดรียนทั้งหมดในเวลาต่อมา

การก่อตั้งศูนย์วิจัยวินโดลันดา
ในปี ค.ศ. 1929 เบอร์ลีย์ได้ซื้อที่ดินคลาย์ตัน (Clayton Estate) ที่เชสเตอร์โฮล์ม (Chesterholm) ซึ่งต่อมาได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิจัยวินโดลันดา เพื่อจัดแสดงและตีความสิ่งที่ค้นพบที่น่าทึ่งจากพื้นที่ดังกล่าว
บทบาททางวิชาการที่มหาวิทยาลัยเดอรัม
ในปี ค.ศ. 1931 ขณะมีอายุเพียง 24 ปี เบอร์ลีย์ได้เข้าเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเดอรัม และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น Master of Hatfield College (1949–1956), ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีโรมัน-บริเตน (1956–1971) และคณบดีคณะสังคมศาสตร์ (1968–1971)
เขายังเป็นผู้ก่อตั้งการประชุมนานาชาติว่าด้วยการศึกษาพรมแดนโรมัน (International Congress of Roman Frontier Studies) ในปี ค.ศ. 1949 และเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกศิษย์จำนวนมากจนเกิดเป็นกลุ่มที่เรียกว่า "เดอรัม สคูล" (Durham School) ซึ่งเป็นกลุ่มนักโบราณคดีที่กำหนดทิศทางการศึกษาด้านการทหารของโรมันในศตวรรษที่ 20
การรับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่สอง
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เบอร์ลีย์ทำงานในหน่วยข่าวกรองทางทหาร โดยได้รับยศร้อยโทในวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1939 และต่อมาได้รับการเลื่อนยศเป็นพันโทชั่วคราว และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ MBE จากสหราชอาณาจักร รวมถึงรางวัลจากโปแลนด์และสหรัฐอเมริกา (Legion of Merit) สำหรับการปฏิบัติหน้าที่
คำถามที่พบบ่อย
เอริก เบอร์ลีย์ มีความสำคัญอย่างไรต่อการศึกษาโบราณคดีโรมัน?
เขามีความสำคัญอย่างยิ่งในการปรับปรุงการกำหนดอายุของกำแพงฮาเดรียน และการก่อตั้งศูนย์วิจัยวินโดลันดา ซึ่งทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์กองทัพโรมันในบริเตนมีความชัดเจนและมากขึ้น
'เดอรัม สคูล' (Durham School) คืออะไร?
คือกลุ่มนักวิชาการและลูกศิษย์ของเอริก เบอร์ลีย์ ที่มหาวิทยาลัยเดอรัม ซึ่งได้สร้างมาตรฐานและกำหนดทิศทางการวิจัยด้านการทหารของโรมันในสหราชอาณาจักรตลอดศตวรรษที่ 20
เบอร์ลีย์มีความเชี่ยวชาญพิเศษในด้านใดบ้าง?
เขามีความเชี่ยวชาญพิเศษในด้านเครื่องปั้นดินเผาแบบซามิอัน (Samian pottery), จารึกโบราณ (Epigraphy) และโครงสร้างองค์กรของกองทัพโรมัน
