← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ประวัติสนามเอสตาดิโอ ดา ลุซ (1954)

สรุปใจความสำคัญ

  • เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1954
  • เคยมีความจุสูงสุดอย่างเป็นทางการถึง 120,000 ที่นั่ง ซึ่งใหญ่ที่สุดในยุโรปในขณะนั้น
  • เป็นสนามเหย้าของสโมสรเบนฟิกาและทีมชาติโปรตุเกส
  • ถูกรื้อถอนในปี 2003 เพื่อสร้างสนามแห่งใหม่สำหรับรองรับ UEFA Euro 2004

เอสตาดิโอ ดา ลุซ (Estádio da Luz) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ เอสตาดิโอ โด สปอร์ต ลิสบอน เอ บีนฟิกา (Estádio do Sport Lisboa e Benfica) เป็นอดีตสนามกีฬาอเนกประสงค์ที่ตั้งอยู่ในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส โดยทำหน้าที่เป็นสนามเหย้าหลักของสโมสรฟุตบอลเบนฟิกา (S.L. Benfica) และทีมชาติโปรตุเกส

ภาพมุมกว้างของสนามเอสตาดิโอ ดา ลุซ ปี 1954
บรรยากาศของสนามเอสตาดิโอ ดา ลุซ (1954) ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสนามกีฬาที่มีความจุสูงที่สุดในยุโรป

ความเป็นมาและการก่อสร้าง

ก่อนที่จะมีสนามแห่งนี้ สโมสรเบนฟิกาต้องเช่าสนามหลายแห่งในการแข่งขัน เช่น Campo da Feiteira และ Estádio do Campo Grande ซึ่งเป็นสนามที่เช่าจากคู่ปรับตลอดกาลอย่างสปอร์ติง ลิสบอน จนกระทั่งวันที่ 17 พฤษภาคม 1946 สโมสรได้บรรลุข้อตกลงกับเทศบาลเมืองลิสบอนเพื่อย้ายกลับมายังย่านเบนฟิกา

การก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 มิถุนายน 1953 โดยได้รับความร่วมมืออย่างสูงจากสมาชิกสโมสร ทั้งในด้านการบริจาคเงินและการลงแรงก่อสร้างด้วยตนเอง รวมถึงมีการจัดแคมเปญ "บริจาคปูนซีเมนต์" เพื่อระดมทรัพยากรในการสร้างสนาม

สนามเปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1954 โดยมีการแข่งขันนัดเปิดสนามระหว่างเบนฟิกากับปอร์โต ซึ่งในขณะนั้นสนามมีความจุเริ่มต้นที่ 40,000 ที่นั่ง และใช้เงินลงทุนก่อสร้างประมาณ 12,037,683 เอสคูโด (ประมาณ 70,151 ดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น)

การขยายความจุและยุคทอง

เนื่องจากความสำเร็จของสโมสรเบนฟิกาในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 ทำให้มีความจำเป็นต้องขยายความจุของสนามอย่างต่อเนื่อง:

  • ปี 1960: มีการสร้างอัฒจันทร์ชั้นที่สาม (Terceiro Anel) ระยะแรก ทำให้ความจุเพิ่มขึ้นเป็น 70,000 ที่นั่ง และมีการติดตั้งไฟส่องสว่างในสนามเมื่อปี 1958
  • ปี 1985: การก่อสร้างอัฒจันทร์ชั้นที่สามเสร็จสมบูรณ์ ทำให้ความจุอย่างเป็นทางการเพิ่มขึ้นเป็น 120,000 ที่นั่ง ซึ่งทำให้เอสตาดิโอ ดา ลุซ กลายเป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและใหญ่เป็นอันดับสามของโลกในขณะนั้น

ในบางโอกาส จำนวนผู้ชมจริงสูงกว่าความจุอย่างเป็นทางการ เช่น นัดที่พบกับปอร์โตในปี 1987 ซึ่งคาดว่ามีผู้ชมสูงถึง 135,000 ถึง 140,000 คน และนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเยาวชน 1991 ระหว่างโปรตุเกสและบราซิลที่มีผู้ชม 127,000 คน

เหตุการณ์สำคัญและการใช้งาน

นอกจากจะเป็นสนามเหย้าของเบนฟิกาแล้ว สนามแห่งนี้ยังได้รับเกียรติให้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันระดับนานาชาติหลายรายการ ได้แก่:

  • การแข่งขันอินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ ปี 1962
  • นัดชิงชนะเลิศยูฟ่า คัพ Winners' Cup ปี 1992
  • นัดชิงชนะเลิศยูฟ่า คัพ (เลกที่สอง) ปี 1983
  • นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเยาวชน 1991

อย่างไรก็ตาม ในปี 1994 สนามได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นที่นั่งทั้งหมด (All-seater) ตามกฎความปลอดภัย ซึ่งส่งผลให้ความจุลดลงเหลือ 78,000 ที่นั่ง

การรื้อถอนและการสร้างสนามใหม่

ในช่วงทศวรรษ 1990 สโมสรประสบปัญหาทั้งด้านผลการแข่งขันและการเงิน ประกอบกับการที่โปรตุเกสได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2004 (UEFA Euro 2004) ทำให้สโมสรต้องพิจารณาปรับปรุงสนาม

หลังจากมีการนำเสนอโครงการปรับปรุงหลายรูปแบบแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ในวันที่ 28 กันยายน 2001 สมาชิกสโมสรได้ลงมติให้ก่อสร้างสนามแห่งใหม่แทนที่สนามเดิม เพื่อความยั่งยืนทางการเงินและเพื่อยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกให้ทันสมัย

สนามเอสตาดิโอ ดา ลุซ (1954) ถูกรื้อถอนลง โดยมีการแข่งขันนัดสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2003 ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยสนามเอสตาดิโอ ดา ลุซ แห่งใหม่ที่สร้างขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกัน

คำถามที่พบบ่อย

สนามเอสตาดิโอ ดา ลุซ (1954) มีความจุสูงสุดเท่าใด?

ความจุอย่างเป็นทางการสูงสุดอยู่ที่ 120,000 ที่นั่ง แต่ในบางนัดมีการบันทึกว่ามีผู้ชมเข้าชมสูงถึง 135,000 - 140,000 คน

ทำไมสนามแห่งนี้จึงถูกรื้อถอน?

เพื่อให้สามารถสร้างสนามแห่งใหม่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัยและมีความยั่งยืนทางการเงินมากขึ้น เพื่อรองรับการแข่งขัน UEFA Euro 2004

สนามนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อสโมสรเบนฟิกา?

เป็นสนามที่สร้างขึ้นจากความร่วมมือของสมาชิกสโมสรและแฟนบอล (เช่น แคมเปญบริจาคปูน) และเป็นสถานที่แห่งความสำเร็จในยุคทองของสโมสรในช่วงทศวรรษ 1960

สนามนี้เคยจัดการแข่งขันรายการสำคัญใดบ้าง?

เคยจัดการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า คัพ Winners' Cup 1992 และนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเยาวชน 1991 เป็นต้น