← กลับไปยังบทความทั้งหมด

หลักการเอสตราดา (Estrada Doctrine) นโยบายต่างประเทศของเม็กซิโก

สรุปใจความสำคัญ

  • หลักการเอสตราดาเริ่มใช้ในปี ค.ศ. 1930 โดย Genaro Estrada รัฐมนตรีต่างประเทศของเม็กซิโก
  • หัวใจสำคัญคือการไม่ประกาศรับรองความชอบธรรมของรัฐบาลต่างประเทศเพื่อเคารพอธิปไตยของรัฐ
  • นโยบายนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการไม่แทรกแซงกิจการภายในและการกำหนดเจตจำนงของตนเอง

หลักการเอสตราดา (หรือที่รู้จักในชื่อ La Doctrina Mexico, La Doctrina Mexicana และ La Doctrina Ortiz Rubio) คือแนวทางหลักในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของประเทศเม็กซิโกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 โดยมีหัวใจสำคัญคือ รัฐไม่ควรประกาศการรับรองรัฐบาลต่างประเทศอย่างเป็นทางการ เนื่องจากอาจถูกมองว่าเป็นการตัดสินความชอบธรรมของรัฐบาลนั้นๆ ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของรัฐ

นโยบายนี้ตั้งอยู่บนหลักการของการไม่แทรกแซง (Non-intervention) การแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี และการกำหนดเจตจำนงของตนเองของทุกประชาชาติ (Self-determination)

ที่มาและภูมิหลัง

หลักการนี้ตั้งชื่อตาม Genaro Estrada รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี Pascual Ortiz Rubio (ค.ศ. 1930–1932)

ในช่วงปี ค.ศ. 1931 เม็กซิโกได้รับเข้าเป็นสมาชิกของสันนิบาตชาติ (League of Nations) ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญหลังจากที่ถูกกีดกันมาเป็นเวลานานเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกา ในเวทีระดับสากล เม็กซิโกได้แสดงจุดยืนสนับสนุนกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการไม่แทรกแซง และการกำหนดเจตจำนงของตนเอง ซึ่งสร้างชื่อเสียงและความเชื่อมั่นให้กับประเทศในระดับสากล โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศละตินอเมริกาและแคริบเบียน

การประกาศจุดยืนของ Genaro Estrada

เมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1930 Genaro Estrada ได้ระบุว่า รัฐบาลเม็กซิโกจะจำกัดบทบาทเพียงแค่การคงไว้หรือถอนตัวแทนทางการทูตตามความเหมาะสม และยอมรับตัวแทนทางการทูตที่ประเทศอื่นส่งมา โดยจะไม่ตัดสินว่ารัฐบาลของประเทศนั้นๆ มีสิทธิในการยอมรับ คงไว้ หรือเปลี่ยนรัฐบาลของตนเองอย่างไร

เนื้อหาและหลักการสำคัญ

หลักการเอสตราดาระบุว่า เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลโดยพฤตินัย (de facto governments) ในประเทศอื่น เม็กซิโกจะไม่สนับสนุนการให้การรับรองอย่างเป็นทางการ เพราะถือว่าเป็นแนวทางที่ลดทอนคุณค่าและละเมิดอธิปไตยของรัฐอื่น การที่รัฐบาลหนึ่งตัดสินความชอบธรรมของรัฐบาลอีกรัฐหนึ่ง ทำให้รัฐที่ถูกตัดสินตกอยู่ในสถานะที่เปราะบางและถูกแทรกแซงกิจการภายในได้

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้หลักการนี้เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อเม็กซิโกไม่ได้ถอนการรับรองรัฐบาลในอเมริกาใต้ที่ขึ้นสู่อำนาจผ่านการรัฐประหาร โดยมาตรการเดียวที่เม็กซิโกสามารถใช้ได้คือการถอนคณะทูตออกไปเท่านั้น

สถานะปัจจุบันและการวิพากษ์วิจารณ์

ในช่วงรัฐบาลของ Vicente Fox (ค.ศ. 2000–2006) รัฐมนตรีต่างประเทศ Jorge Castañeda Gutman และ Luis Ernesto Derbez พยายามที่จะยกเลิกหลักการเอสตราดา และนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า Castañeda Doctrine แทน อย่างไรก็ตาม ในสมัยของประธานาธิบดี Andrés Manuel López Obrador เม็กซิโกได้กลับมาใช้หลักการเอสตราดาอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการณ์ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาปี ค.ศ. 2019

ข้อวิพากษ์วิจารณ์

ผู้วิจารณ์หลักการนี้มองว่า การที่รัฐบาลเม็กซิโกวางตัวเป็น "กลาง" ต่อหน้ารัฐบาลที่เป็นเผด็จการนั้น เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในทางศีลธรรมและการเมือง โดย Jorge Castañeda Gutman เคยวิจารณ์ในปี ค.ศ. 1987 ว่าการอ้างหลักการและกฎหมายระหว่างประเทศโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงนั้นเป็น "ความย้อนแย้งทางการทูต" (diplomatic hypocrisy) ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย

หลักการเอสตราดาคืออะไร?

คือแนวทางนโยบายต่างประเทศของเม็กซิโกที่ระบุว่ารัฐไม่ควรประกาศรับรองรัฐบาลต่างประเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินความชอบธรรมของรัฐบาลนั้นและเป็นการเคารพอธิปไตยของรัฐ

ทำไมเม็กซิโกถึงใช้หลักการนี้?

เพราะเม็กซิโกมองว่าการที่รัฐหนึ่งตัดสินความชอบธรรมของรัฐบาลอีกรัฐหนึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตย และในอดีตเม็กซิโกเองก็เคยประสบปัญหาในการได้รับการรับรองเอกราชจากประเทศอื่น

ปัจจุบันเม็กซิโกยังใช้หลักการเอสตราดาอยู่หรือไม่?

มีการเปลี่ยนแปลงเป็นช่วงๆ โดยเคยถูกพยายามยกเลิกในสมัยรัฐบาล Vicente Fox แต่ได้ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในสมัยของประธานาธิบดี Andrés Manuel López Obrador