← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การฆ่าตัดตอน ความหมาย ความสำคัญ และผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน

สรุปใจความสำคัญ

  • การฆ่าตัดตอนคือการสังหารบุคคลโดยไม่มีอำนาจทางกฎหมายจากกระบวนการทางตุลาการ
  • อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 1 มาตรา 3(d) ห้ามการประหารชีวิตโดยไม่มีการตัดสินของศาลที่ถูกต้อง
  • การรุมประชาทัณฑ์และการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติถือเป็นการบังคับใช้บรรทัดฐานทางสังคมนอกกฎหมายที่เข้าข่ายการฆ่าตัดตอน
  • องค์กรอย่าง Amnesty International และ Human Rights Watch รณรงค์ต่อต้านการปฏิบัติเช่นนี้ทั่วโลก

การฆ่าตัดตอน หรือการประหารชีวิตนอกกฎหมาย (Extrajudicial Execution) คือการสังหารบุคคลโดยไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่ได้รับจากกระบวนการทางตุลาการ ซึ่งโดยปกติแล้วจะหมายถึงการที่หน่วยงานของรัฐบาล own target specific people for death, ซึ่งในระบอบเผด็จการมักจะพุ่งเป้าไปที่บุคคลสำคัญทางด้านการเมือง, สหภาพแรงงาน, ผู้เห็นต่าง, ผู้นำทางศาสนา และบุคคลสำคัญทางสังคม

ภาพประกอบการฆ่าตัดตอน
การฆ่าตัดตอนมักเกิดขึ้นในระบอบการปกครองที่ขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้

ความหมายและขอบเขต

คำว่า "การฆ่าตัดตอน" มักถูกใช้ในสถานการณ์ที่สิทธิมนุษยชนของเหยื่อถูกละเมิด การสังหารที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจที่ถูกต้องตามกฎหมาย (เช่น การป้องกันตัว) หรือการรบในสมรภูมิรบตามกฎหมายสงคราม โดยทั่วไปจะไม่รวมอยู่ในนิยามิยามนี้ แม้ว่ากองกำลังทหารและตำรวจมักจะถูกใช้ในการสังหารที่นักวิจารณ์มองว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม

นอกจากนี้ ป้ายกำกับ "การฆ่าตัดตอน" ยังถูกนำมาใช้กับการบังคับใช้บรรทัดฐานทางสังคมนอกกฎหมายโดยกลุ่มคนที่ไม่ใช่รัฐบาล เช่น การรุมประชาทัณฑ์ (lynchings) และการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติ (honor killings)

ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์

  • Thomas Cromwell (1540): ถูกตัดสินให้มีความผิดโดยใช้ bill of attainder ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติที่ประกาศว่าเขามีความผิดโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาคดีในศาล
  • Concino Concini (1617): ถูกสังหารโดยทหารยามตามแผนลับของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 เนื่องจากถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจทางการเมือง
  • คืนหมีดสั้น (Night of the Long Knives, 1934): การกวาดล้างทางการเมืองครั้งใหญ่ในเยอรมนีนาซี

บทบาทของสหประชาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชน

สหประชาชาติได้แต่งตั้ง Morris Tidball-Binz เป็นผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยการประหารชีวิตนอกกฎหมาย การประหารชีวิตโดยสรุป หรือการประหารชีวิตโดยพลการ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2021

องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลก เช่น Amnesty International และ Human Rights Watch ได้รณรงค์ต่อต้านการลงโทษนอกกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้แบบสำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อวัดระดับเสรีภาพจากการถูกประหารชีวิตนอกกฎหมายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

กฎหมายระหว่างประเทศ

ภายใต้กฎหมายสงคราม อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 1 มาตรา 3(d) ห้ามมิให้มีการประหารชีวิตโดยไม่มีการตัดสินของศาลที่มีอำนาจและจัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้อง พร้อมด้วยการรับประกันทางตุลาการที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องในคดี

สถานการณ์ในภูมิภาคต่างๆ

แอฟริกา

มีการรายงานการฆ่าตัดตอนและหน่วยสังหาร (death squads) ในหลายประเทศ เช่น บุรุนดี, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, อียิปต์, เอริเทรีย, เอธิโอเปีย, ไอวอรี่โคสต์ และลิเบีย

ในอียิปต์ มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ NSA และตำรวจกระทรวงมหาดไทยได้สังหารบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น 'ผู้ก่อการร้าย' ในปี 2021 ซึ่งหลายกรณีเหยื่ออยู่ในระหว่างการควบคุมตัวอยู่แล้ว

อเมริกา

ในอาร์เจนตินา ช่วงปี 1976–1983 ภายใต้เผด็จการทหาร (National Reorganization Process) ได้ใช้การฆ่าตัดตอนอย่างเป็นระบบเพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองในสิ่งที่เรียกว่า "สงครามสกปรก" (Dirty War) โดยคาดว่ามีผู้เสียชีวิตระหว่าง 11,000 ถึง 15,000 คน

ภาพประกอบสถานการณ์ในบราซิล
การฆ่าตัดตอนและหน่วยสังหารยังคงเป็นปัญหาที่แพร่หลายในบางประเทศในทวีปอเมริกา

ในบราซิล การฆ่าตัดตอนและหน่วยสังหารยังคงเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยครั้ง

คำถามที่พบบ่อย

การฆ่าตัดตอนแตกต่างจากการประหารชีวิตตามกฎหมายอย่างไร?

การฆ่าตัดตอนเกิดขึ้นโดยไม่มีการพิจารณาคดีในศาลหรือไม่มีคำสั่งศาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง ในขณะที่การประหารชีวิตตามกฎหมายต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ใครเป็นผู้กระทำการฆ่าตัดตอนบ่อยที่สุด?

โดยปกติแล้วจะหมายถึงการที่หน่วยงานของรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมักเกิดขึ้นในระบอบการปกครองแบบเผด็จการเพื่อกำจัดผู้เห็นต่างทางการเมือง หรืออาจเกิดจากกลุ่มคนที่ไม่ใช่รัฐบาล เช่น การรุมประชาทัณฑ์

กฎหมายระหว่างประเทศมีบทบาทอย่างไรในการป้องกันการฆ่าตัดตอน?

กฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาเจนีวา และกลไกของสหประชาชาติ (UN) มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและห้ามการประหารชีวิตโดยพลการ เพื่อให้ประเทศสมาชิกต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว