ภาวะข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม (Facet Joint Arthrosis)
สรุปใจความสำคัญ
- ข้อต่อ Facet Joint ทำหน้าที่จำกัดการเคลื่อนไหวและรักษาความมั่นคงของกระดูกสันหลัง
- ภาวะข้อเสื่อมเกิดขึ้นเมื่อมีการหนาตัวของกระดูกสันหลัง (Hypertrophy) บริเวณข้อต่อ
- การตรวจ CT scan เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการวินิจฉัยความเปลี่ยนแปลงของกระดูกในภาวะนี้
ภาวะข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม หรือ Facet Joint Arthrosis เป็นความผิดปกติของหมอนรองกระดูกสันหลังและข้อต่อที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของกระดูกสันหลังและก่อให้ให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง
ข้อต่อ Facet Joint คืออะไร?
ข้อต่อ Facet Joint (หรือเรียกอีกชื่อว่า Zygapophyseal joints) คือข้อต่อที่มีกระดูกอ่อนผิวเรียบ (Synovial cartilage) กระกุมอยู่ ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการจำกัดการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง เพื่อรักษาความมั่นคงของแต่ละปล้องกระดูกสันหลังไม่ให้เคลื่อนที่ผิดรูป

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
เมื่อเกิดภาวะ Hypertrophy หรือการหนาตัวขึ้นของกระดูกสันหลังบริเวณข้อต่อนี้ จะนำไปสู่ภาวะข้อเสื่อม (Arthrosis) ที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด โดยเฉพาะในส่วนเอว ซึ่งถูกเรียกในทางการแพทย์ว่า "Lumbar Facet Arthrosis Syndrome" ซึ่งได้รับการอธิบายและระบุไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987 โดย S. M. Eisenstein และ C. R. Parry จากมหาวิทยาลัย Witwatersrand
การวินิจฉัย
ในการตรวจวินิจฉัยภาวะข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม วิธีที่เหมาะสมที่สุดคือการใช้ Computerized Tomography (CT scan) เนื่องจากสามารถแสดงรายละเอียดของความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างกระดูกได้อย่างชัดเจน ในขณะที่การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) อาจมีความไวในการตรวจพบความเปลี่ยนแปลงของกระดูก (Bony changes) ได้น้อยกว่าการทำ CT scan
คำถามที่พบบ่อย
ภาวะข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมคืออะไร?
คือภาวะที่กระดูกอ่อนที่หุ้มข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพลง นำไปสู่การเสียดสีของกระดูกและเกิดการอักเสบและปวด
ทำไม CT scan ถึงดีกว่า MRI ในการวินิจฉัยโรคนี้?
เพราะ CT scan สามารถแสดงรายละเอียดของเนื้อเยื่อกระดูกและความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างกระดูกได้ชัดเจนและแม่นยำกว่า MRI
อาการปวดจากข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมมักเกิดขึ้นที่บริเวณใด?
มักเกิดขึ้นที่บริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar spine) ซึ่งเป็นส่วนที่รับน้ำหนักมากที่สุด
