← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การวัดค่าการสำรองการไหลของเลือดในหลอดเลือดหัวใจ (Fractional Flow Reserve)

สรุปใจความสำคัญ

  • FFR คือการวัดอัตราส่วนความดันเลือดก่อนและหลังจุดที่หลอดเลือดหัวใจตีบเพื่อประเมินการไหลของเลือด
  • ค่า FFR ที่ต่ำกว่า 0.75 - 0.80 มักบ่งชี้ว่าการตีบนั้นมีความสำคัญทางคลินิกและควรได้รับการรักษา
  • FFR ช่วยให้แพทย์ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นว่าควรใส่ขดลวดในจุดที่ตีบหรือไม่ ลดการใส่ขดลวดที่ไม่จำเป็น
  • เป็นการตรวจแบบรุกล้ำ (Invasive) ที่ต้องทำร่วมกับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ

การวัดค่าการสำรองการไหลของเลือดในหลอดเลือดหัวใจ หรือ Fractional Flow Reserve (FFR) เป็นเทคนิคการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ใช้ในระหว่างการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Catheterization) เพื่อประเมินว่าการตีบแคบของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Stenosis) ซึ่งมักเกิดจากภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) ส่งผลกระทบต่อการส่งออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อหัวใจจนทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (Myocardial Ischemia) หรือไม่

หลักการและคำจำกัดความ

FFR คืออัตราส่วนของความดันเลือดหลังจากจุดที่ตีบ (Distal pressure) เทียบกับความดันเลือดก่อนจุดที่ตีบ (Proximal pressure) โดยผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นตัวเลขสัมบูรณ์ เช่น หากค่า FFR เท่ากับ 0.80 หมายความว่าการตีบของหลอดเลือดทำให้ความดันเลือดลดลง 20% ในเชิงสรีรวิทยา FFR คือการเปรียบเทียบการไหลของเลือดสูงสุดในหลอดเลือดที่มีการตีบ กับการไหลของเลือดสูงสุดในกรณีที่หลอดเลือดนั้นไม่มีการตีบ

สูตรคำนวณค่า FFR
สมการคำนวณค่า Fractional Flow Reserve (FFR = pd / pa)

สมการการคำนวณ

ค่า FFR คำนวณได้จากอัตราส่วนความดันดังนี้:

FFR = pd / pa

  • pd (Distal pressure): ความดันเลือดที่วัดได้หลังจากจุดที่ตีบ
  • pa (Proximal pressure): ความดันเลือดที่วัดได้ก่อนจุดที่ตีบ
ความดัน distal
ตำแหน่งการวัดความดัน distal (pd)
ความดัน proximal
ตำแหน่งการวัดความดัน proximal (pa)

ขั้นตอนการตรวจ

ในระหว่างการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ แพทย์จะสอดสายสวน (Catheter) ผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ (Femoral artery) หรือข้อมือ (Radial artery) โดยใช้ลวดนำทาง (Guidewire) ที่มีเซนเซอร์ขนาดเล็ก (Transducer) อยู่ที่ปลายลวดเพื่อวัดความดัน อุณหภูมิ และการไหลของเลือด

เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ การวัดจะต้องทำในช่วงที่เลือดไหลเวียนสูงสุด (Hyperemia) ซึ่งแพทย์จะกระตุ้นโดยการฉีดสาร เช่น อะดีโนซีน (Adenosine) หรือ ปาปาเวรีน (Papaverine) เพื่อให้หลอดเลือดขยายตัว จากนั้นจะทำการดึงลวดวัดความดันถอยหลัง (Pullback) เพื่อบันทึกค่าความดันตลอดแนวหลอดเลือด

การแปลผล

ค่า FFR ที่สูงบ่งชี้ว่าการตีบนั้นไม่มีนัยสำคัญทางคลินิก ในขณะที่ค่า FFR ต่ำบ่งชี้ว่ามีการตีบที่รุนแรง โดยทั่วไปเกณฑ์การตัดสิน (Cut-off point) ที่ใช้ในงานวิจัยทางคลินิกจะอยู่ที่ระหว่าง 0.75 ถึง 0.80 หากค่าต่ำกว่านี้ มักถือว่าการตีบนั้นส่งผลกระทบต่อการไหลของเลือดอย่างมีนัยสำคัญ

เหตุผลและความจำเป็นในการใช้ FFR

โดยปกติ การตัดสินใจรักษาด้วยการทำบอลลูนหรือใส่ขดลวด (Percutaneous Coronary Intervention - PCI) มักใช้ผลจากการฉีดสี (Angiography) ซึ่งเป็นการประเมินทางกายวิภาค (Visual evaluation) ว่าหลอดเลือดตีบกี่เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม การมองเห็นว่าตีบไม่ได้หมายความว่าเลือดจะไหลไม่สะดวกเสมอไป FFR จึงเข้ามาช่วยในการประเมินเชิงหน้าที่ (Functional evaluation) เพื่อระบุว่าจุดที่ตีบนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้หัวใจขาดเลือดจริงหรือไม่

ข้อดีและข้อจำกัด

หัวข้อข้อดีของ FFRข้อจำกัด/ทางเลือกอื่น
การประเมินคำนึงถึงการไหลเวียนเลือดสำรอง (Collateral flow) ซึ่งการฉีดสีปกติมองไม่เห็นไม่สามารถบอกความเปราะบางของคราบไขมัน (Plaque vulnerability) ได้เหมือน IVUS
ความแม่นยำลดความคลาดเคลื่อนจากการประเมินด้วยสายตาในการฉีดสีเป็นหัตถการแบบรุกล้ำ (Invasive) ต้องสอดสายสวนเข้าสู่ร่างกาย
การรักษาสามารถประเมินผลหลังการขยายหลอดเลือดได้ทันทีในเวลาจริง (Real-time)มีทางเลือกแบบไม่รุกล้ำ เช่น การตรวจสมรรถภาพหัวใจ (Stress Test)

หลักฐานทางคลินิกที่สำคัญ

การศึกษา DEFER

การศึกษา DEFER พบว่าในผู้ป่วยที่มีการตีบของหลอดเลือดหัวใจเส้นเดียวในระดับปานกลาง หากค่า FFR น้อยกว่า 0.75 ผลลัพธ์การรักษาจะแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในผู้ป่วยที่มีค่า FFR ตั้งแต่ 0.75 ขึ้นไป การใส่ขดลวดไม่ได้ช่วยให้ผลลัพธ์การรักษาดีขึ้น

การศึกษา FAME

การศึกษา FAME (Fractional Flow Reserve versus Angiography for Multivessel Evaluation) ประเมินผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้น โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่รักษาตามผลการฉีดสี (Angiography) กับกลุ่มที่ใช้ FFR ร่วมด้วย พบว่ากลุ่มที่ใช้ FFR มีข้อดีดังนี้:

  • ใช้จำนวนขดลวดน้อยลง
  • ลดอัตราการเสียชีวิต การเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย และการต้องกลับมาทำหัตถการซ้ำภายใน 1 ปี
  • ลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลและลดค่าใช้จ่ายในการรักษา

คำถามที่พบบ่อย

ค่า FFR คืออะไร และบอกอะไรเรา?

FFR คืออัตราส่วนความดันเลือดที่จุดหลังการตีบเทียบกับจุดก่อนการตีบ เป็นตัวเลขที่บอกว่าการตีบของหลอดเลือดหัวใจส่งผลกระทบต่อการไหลของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมากน้อยเพียงใด

ทำไมต้องใช้ FFR แทนการฉีดสี (Angiography) เพียงอย่างเดียว?

เพราะการฉีดสีเป็นการดูรูปร่างทางกายวิภาค (ตีบกี่เปอร์เซ็นต์) แต่ FFR เป็นการประเมินเชิงหน้าที่ (เลือดไหลได้จริงเท่าไหร่) ซึ่งบางครั้งหลอดเลือดที่ดูตีบมากอาจมีเส้นเลือดฝอยสำรอง (Collateral) ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้เพียงพอ

ค่า FFR เท่าไหร่ถึงจะถือว่าผิดปกติ?

โดยทั่วไป ค่า FFR ที่อยู่ระหว่าง 0.75 ถึง 0.80 หรือต่ำกว่า จะถูกพิจารณาว่ามีการตีบที่มีนัยสำคัญทางคลินิก ซึ่งอาจนำไปสู่การรักษาด้วยการทำบอลลูนหรือใส่ขดลวด

การตรวจ FFR มีความเสี่ยงหรือไม่?

เนื่องจากเป็นหัตถการแบบรุกล้ำ (Invasive) ที่ต้องสอดสายสวนเข้าสู่หลอดเลือดหัวใจ จึงมีความเสี่ยงเช่นเดียวกับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ แต่การใช้ FFR ช่วยลดความเสี่ยงจากการใส่ขดลวดในจุดที่ไม่จำเป็นได้ในระยะยาว

สารที่ใช้กระตุ้นการไหลของเลือด (Hyperemia) คืออะไร?

สารที่ใช้บ่อยที่สุดคือ อะดีโนซีน (Adenosine) ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดฝอยขยายตัวสูงสุด เพื่อให้สามารถวัดค่าความดันที่ลดลงเนื่องจากการตีบได้อย่างชัดเจน