← กลับไปยังบทความทั้งหมด

โครงการนโยบายเสรีภาพในการแสดงออก

สรุปใจความสำคัญ

  • ก่อตั้งในปี ค.ศ. 2000 โดยมาร์จอรี ไฮนส์ ทนายความด้านสิทธิพลเมือง
  • มุ่งเน้นการวิจัยและรณรงค์เพื่อเสรีภาพในการพูด ประชาธิปไตยทางสื่อ และการต่อต้านการเซ็นเซอร์
  • เคยดำเนินงานภายใต้ National Coalition Against Censorship และศูนย์เบรนแนนเพื่อความยุติธรรม ก่อนจะกลายเป็นองค์กรอิสระในปี ค.ศ. 2007
  • มีผลงานโดดเด่นในการเปิดโปงความผิดพลาดของซอฟต์แวร์กรองข้อมูลอินเทอร์เน็ตในช่วงต้นทศวรรษ 2000

โครงการนโยบายเสรีภาพในการแสดงออก (อังกฤษ: Free Expression Policy Project หรือ FEPP) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2000 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุนนักวิจัยในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเสรีภาพในการพูด ประชาธิปไตยทางสื่อ และลิขสิทธิ์ รวมถึงการรณรงค์เพื่อปกป้องสิทธิเหล่านี้

ประวัติและการก่อตั้ง

องค์กรนี้ก่อตั้งโดย มาร์จอรี ไฮนส์ (Marjorie Heins) ทนายความด้านสิทธิพลเมือง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการเซ็นเซอร์ศิลปะ (Art Censorship Project) ของสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) โดย FEPP มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ย่านแมนแฮตตัน นครนิวยอร์ก

ในช่วงเริ่มต้น FEPP มีความเกี่ยวข้องกับองค์กรต่าง ๆ ดังนี้:

  • ค.ศ. 2000: เริ่มต้นจากการเป็นส่วนหนึ่งของ National Coalition Against Censorship (NCAC)
  • ค.ศ. 2005: ดำเนินงานภายใต้โครงการประชาธิปไตย (Democracy Program) ของศูนย์เบรนแนนเพื่อความยุติธรรม (Brennan Center for Justice) ณ โรงเรียนกฎหมายมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU Law School)
  • ค.ศ. 2007: แยกตัวออกมาเป็นองค์กรอิสระอย่างเต็มตัว
ภาพประกอบที่เกี่ยวข้องกับโครงการนโยบายเสรีภาพในการแสดงออก
โครงการนโยบายเสรีภาพในการแสดงออกมุ่งเน้นการปกป้องเสรีภาพทางปัญญาและศิลปะ

ผลงานและการดำเนินงานที่สำคัญ

FEPP มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์การเซ็นเซอร์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะในโลกดิจิทัลและสื่อบันเทิง:

การตรวจสอบซอฟต์แวร์กรองข้อมูลอินเทอร์เน็ต

ในปี ค.ศ. 2001 FEPP ได้ทำการสำรวจและพบว่าซอฟต์แวร์กรองข้อมูลออนไลน์ เช่น Net Nanny, SurfWatch และ Cybersitter มีการทำงานที่กว้างเกินไป ส่งผลให้เว็บไซต์ทางการศึกษาที่ถูกต้องตามกฎหมายถูกปิดกั้นโดยไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ริชาร์ด อาร์มีย์ ถูกปิดกั้นเนื่องจากมีชื่อเล่นว่า "Dick" และห้องสมุดการแพทย์ Archie R. Dykes ของมหาวิทยาลัยแคนซัสถูกปิดกั้นเนื่องจากมีคำว่า "dykes" ปรากฏอยู่ในชื่อ

การต่อต้านการจำกัดการขายวิดีโอเกม

ในปี ค.ศ. 2003 FEPP ได้ให้ความช่วยเหลือแก่นักวิชาการด้านวารสารศาสตร์จำนวน 33 ท่าน ในการยื่นคำร้องต่อศาล (friend-of-the-court brief) เพื่อคัดค้านกฎหมายที่จำกัดการขายวิดีโอเกมที่มีเนื้อหารุนแรงให้แก่เยาวชน

รายงานนโยบายสาธารณะ

ในปี ค.ศ. 2006 FEPP ร่วมกับศูนย์เบรนแนนเพื่อความยุติธรรม ออกรายงานความยาว 87 หน้า เกี่ยวกับความไร้ประสิทธิภาพของการกรองข้อมูลอินเทอร์เน็ต โดยสรุปว่าการเซ็นเซอร์เนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตโดยใช้เกณฑ์ทางวิชาการนั้นกว้างเกินไปและส่งผลเสียต่อเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด

มุมมองและการวิเคราะห์จากภายนอก

องค์กร FEPP ได้รับการนิยามจากสื่อและแหล่งอ้างอิงต่าง ๆ ดังนี้:

  • The New Walford Guide to Reference Resources: ชื่นชมเว็บไซต์ของ FEPP ในการเป็นแหล่งรวบรวมลิงก์ทรัพยากรที่มีประโยชน์เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกและการเซ็นเซอร์
  • Austin American-Statesman: ระบุว่า FEPP เป็นสถาบันคลังสมอง (Think Tank) ที่อุทิศตนให้กับการวิจัยเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่หนึ่งของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ (First Amendment)
  • The Denver Post: บรรยายว่าเป็นองค์กรเฝ้าระวังการเซ็นเซอร์ และระบุว่ามีความโน้มเอียงทางการเมืองแบบซ้ายกลาง (left-of-center) ที่สนับสนุนทั้งเสรีภาพทางปัญญาและเสรีภาพทางศิลปะ
  • The New York Times: ระบุว่า FEPP เป็นองค์กรที่วิพากษ์วิจารณ์การเซ็นเซอร์ภาพความรุนแรงในสื่อ

คำถามที่พบบ่อย

โครงการนโยบายเสรีภาพในการแสดงออก (FEPP) คืออะไร?

เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐอเมริกาที่มุ่งเน้นการวิจัยและสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออก การต่อต้านการเซ็นเซอร์ และการส่งเสริมประชาธิปไตยทางสื่อ

FEPP ก่อตั้งขึ้นเมื่อใดและโดยใคร?

ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2000 โดยมาร์จอรี ไฮนส์ (Marjorie Heins) ซึ่งเป็นทนายความด้านสิทธิพลเมือง

FEPP มีบทบาทอย่างไรในการต่อต้านการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต?

FEPP ได้ทำการสำรวจและพิสูจน์ว่าซอฟต์แวร์กรองข้อมูลอินเทอร์เน็ตหลายชนิดปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีประโยชน์และถูกต้องตามกฎหมายเนื่องจากคำสำคัญ (keywords) ที่กว้างเกินไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก

FEPP มีความเกี่ยวข้องกับองค์กรอื่นใดบ้าง?

ในช่วงแรก FEPP เคยทำงานร่วมกับ National Coalition Against Censorship และต่อมาได้ดำเนินงานภายใต้ศูนย์เบรนแนนเพื่อความยุติธรรม (Brennan Center for Justice) ก่อนจะแยกตัวเป็นอิสระในปี ค.ศ. 2007