← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การทดสอบ FTA-ABS สำหรับวินิจฉัยโรคซิฟิลิส

สรุปใจความสำคัญ

  • ใช้ยืนยันผลบวกจากการตรวจคัดกรองซิฟิลิส เช่น RPR
  • มีความไวสูงมากในการตรวจน้ำไขสันหลังเพื่อคัดออก (Rule out) โรคซิฟิลิสในระบบประสาท
  • ไม่สามารถใช้ติดตามผลการรักษาได้เนื่องจากผลมักเป็นบวกตลอดชีวิต
  • ใช้สารดูดซับเพื่อกำจัดแอนติบอดีที่ไม่จำเพาะต่อเชื้อ T. pallidum

การทดสอบ Fluorescent Treponemal Antibody Absorption (FTA-ABS) เป็นวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัยโรคซิฟิลิส โดยมุ่งเน้นการตรวจหาแอนติบอดี (Antibodies) ที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อเชื้อ Treponema pallidum ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคซิฟิลิส การทดสอบนี้ถูกออกแบบมาให้มีความจำเพาะสูงกว่าการตรวจแบบ non-treponemal (เช่น VDRL) อย่างไรก็ตาม ในการตรวจน้ำไขสันหลัง (CSF) เพื่อวินิจฉัยโรคซิฟิลิสในระบบประสาท (Neurosyphilis) พบว่าการทดสอบนี้มีความไวสูงแต่ความจำเพาะอาจไม่เพียงพอ

บทบาทและความสำคัญในการวินิจฉัย

โดยทั่วไป การทดสอบ FTA-ABS มีบทบาทสำคัญ 2 ประการ ดังนี้:

  • การทดสอบยืนยันผล (Confirmatory Test): ใช้เพื่อยืนยันผลบวกที่ได้จากการตรวจคัดกรองเบื้องต้น เช่น การตรวจ RPR (Rapid Plasma Reagin)
  • การคัดออก (Rule out): เนื่องจากมีค่าการทำนายผลลบที่สูง (High negative predictive value) หากผลการตรวจ FTA-ABS ในซีรัมหรือน้ำไขสันหลังเป็นลบ จะสามารถใช้เพื่อตัดความเป็นไปได้ในการเป็นโรคซิฟิลิสในระบบประสาท (Neurosyphilis) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อสังเกตที่สำคัญคือ FTA-ABS มักจะให้ผลบวกเร็วกว่า และคงสถานะผลบวกไว้นานกว่าการตรวจแบบ VDRL นอกจากนี้ เชื้อในกลุ่ม Treponemes ชนิดอื่น เช่น T. pertenue อาจทำให้ผลการทดสอบนี้เป็นบวกได้เช่นกัน

ขั้นตอนการทดสอบ

การทดสอบ FTA-ABS ใช้แอนติเจน (Antigen) จากตัวเชื้อแบคทีเรียทั้งตัว เนื่องจากเชื้อ T. pallidum ไม่สามารถเพาะเลี้ยงในอาหารเลี้ยงเชื้อทั่วไปในห้องปฏิบัติการได้ จึงต้องใช้เชื้อที่สกัดจากเนื้อเยื่ออัณฑะของกระต่ายที่ผ่านกระบวนการทำให้แห้งแบบเยือกแข็ง (Lyophilized suspension) นำมาเคลือบและยึดติดบนแผ่นสไลด์

ขั้นตอนการทำงานมีดังนี้:

  1. การดูดซับ (Absorption): ซีรัมของผู้ป่วยจะถูกผสมกับสารดูดซับ (Absorbent) ซึ่งประกอบด้วยสารสกัดจากเชื้อ Treponema phagedenis biotype Rieter ซึ่งเป็นเชื้อที่ไม่ก่อโรค เพื่อกำจัดแอนติบอดีที่ตอบสนองต่อเชื้อกลุ่มสไปโรคีต (Spirochete) ทั่วไปแต่ไม่จำเพาะต่อเชื้อซิฟิลิส
  2. การจับคู่แอนติเจน-แอนติบอดี: นำซีรัมที่ผ่านการดูดซับแล้วหยดลงบนสไลด์ หากผู้ป่วยมีการติดเชื้อซิฟิลิส แอนติบอดีในซีรัมจะเข้าจับกับเชื้อแบคทีเรียบนสไลด์
  3. การตรวจวัดด้วยสารเรืองแสง: ใช้แอนติบอดีทุติยภูมิ (Secondary antibodies) สองชนิด คือ FITC (Fluorophore) เพื่อระบุตำแหน่งของเชื้อสไปโรคีต และ TRITC (Fluorophore) เพื่อระบุว่ามีแอนติบอดีของผู้ป่วยจับอยู่กับเชื้อ T. pallidum หรือไม่ โดยการสังเกตผ่านกล้องจุลทรรศน์เรืองแสง

ข้อจำกัดและประสิทธิภาพ

การทดสอบ FTA-ABS มีข้อจำกัดสำคัญคือ ไม่สามารถใช้ติดตามผลการรักษาได้ เนื่องจากระดับแอนติบอดีจะไม่ลดลงตามการรักษาที่ประสบความสำเร็จ และมักจะให้ผลบวกต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีหลังจากได้รับเชื้อครั้งแรก

ในด้านการวินิจฉัย Neurosyphilis การทดสอบนี้มีความไว (Sensitivity) เกือบ 100% ในน้ำไขสันหลัง ซึ่งหมายความว่าหากผลการตรวจในน้ำไขสันหลังเป็นลบ สามารถสรุปได้ว่าผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรคซิฟิลิสในระบบประสาท

คำถามที่พบบ่อย

การตรวจ FTA-ABS ต่างจากการตรวจ VDRL อย่างไร?

FTA-ABS เป็นการตรวจหาแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้อ Treponema pallidum โดยตรง จึงมีความจำเพาะสูงกว่า VDRL ซึ่งเป็นการตรวจแบบ non-treponemal และ FTA-ABS มักให้ผลบวกเร็วกว่าและคงผลบวกไว้นานกว่า

ทำไมผล FTA-ABS ถึงเป็นบวกแม้จะรักษาหายแล้ว?

เนื่องจากแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อซิฟิลิสจะยังคงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานหรือตลอดชีวิต แม้ว่าเชื้อจะถูกกำจัดออกไปจากการรักษาแล้ว จึงไม่สามารถใช้การตรวจนี้เพื่อติดตามประสิทธิภาพของการรักษาได้

หากผล FTA-ABS ในน้ำไขสันหลังเป็นลบ หมายความว่าอย่างไร?

เนื่องจากการทดสอบนี้มีความไวสูงมากในน้ำไขสันหลัง หากผลเป็นลบสามารถใช้เพื่อตัดความเป็นไปได้ในการเป็นโรคซิฟิลิสในระบบประสาท (Neurosyphilis) ได้

คำว่า 'ABS' ใน FTA-ABS หมายถึงอะไร?

ABS ย่อมาจาก Absorption หมายถึงขั้นตอนการใช้สารดูดซับเพื่อกำจัดแอนติบอดีที่ไม่จำเพาะต่อเชื้อสไปโรคีตชนิดอื่น เพื่อให้ผลการทดสอบมีความแม่นยำและจำเพาะเจาะจงต่อเชื้อซิฟิลิสเท่านั้น