ข้อมูลภูมิศาสตร์และสารสนเทศภูมิศาสตร์
สรุปใจความสำคัญ
- ข้อมูลภูมิศาสตร์ต้องมีความเชื่อมโยงกับตำแหน่งบนพื้นโลกตามมาตรฐาน ISO/TC 211
- ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) มีขอบเขตกว้างกว่าข้อมูลภูมิศาสตร์ เพราะไม่จำเป็นต้องอ้างอิงพิกัดโลก
- รูปแบบข้อมูลหลักแบ่งเป็น เวกเตอร์ (Vector) และ ราสเตอร์ (Raster)
- ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เป็นเครื่องมือหลักในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลประเภทนี้
ข้อมูลภูมิศาสตร์และสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic data and information) ตามคำนิยามในชุดมาตรฐาน ISO/TC 211 คือ ข้อมูลและสารสนเทศที่มีความเชื่อมโยงทั้งแบบโดยนัยหรือโดยชัดแจ้งกับตำแหน่งที่ตั้งบนพื้นโลก (ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ หรือ พิกัดทางภูมิศาสตร์)
ข้อมูลประเภทนี้มักถูกเรียกด้วยชื่ออื่น ๆ เช่น ข้อมูลภูมิสารสนเทศ (Geospatial data and information), ข้อมูลที่มีการอ้างอิงพิกัดทางภูมิศาสตร์ (Georeferenced data and information), หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Geodata และ Geoinformation
การจัดเก็บและรูปแบบของข้อมูล
ข้อมูลภูมิศาสตร์จะถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลภูมิศาสตร์ (Geographic databases) และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information Systems หรือ GIS) โดยมีรูปแบบการจัดเก็บที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน ดังนี้:
- ข้อมูลเวกเตอร์ (Vector files): ใช้จุด (Point), เส้น (Line) และรูปปิด (Polygon) ในการแทนค่าตำแหน่งและรูปร่างของวัตถุ
- ข้อมูลราสเตอร์ (Raster files): ข้อมูลในรูปแบบตารางกริดหรือพิกเซล เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมหรือภาพถ่ายทางอากาศ
- ข้อมูลเว็บ (Web files): รูปแบบข้อมูลที่ออกแบบมาเพื่อการส่งผ่านและแสดงผลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
- ข้อมูลหลายช่วงเวลา (Multi-temporal data): ข้อมูลที่บันทึกการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งหรือคุณลักษณะในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
ความแตกต่างระหว่างข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลภูมิศาสตร์
ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial data) เป็นหมวดหมู่ของข้อมูลที่กว้างกว่าข้อมูลภูมิศาสตร์ โดยเน้นที่เรขาคณิต (Geometry) ของวัตถุเป็นสำคัญ แต่ไม่จำเป็นต้องมีการอ้างอิงพิกัดบนพื้นโลกเสมอไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ข้อมูลในระบบการออกแบบโดยใช้คอมพิวเตอร์ (Computer-aided design หรือ CAD) ซึ่งเน้นความสัมพันธ์เชิงตำแหน่งระหว่างวัตถุภายในชิ้นงาน แต่ไม่ได้ระบุว่าชิ้นงานนั้นตั้งอยู่ที่ใดบนโลก
สาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาเกี่ยวกับข้อมูลภูมิศาสตร์และสารสนเทศภูมิศาสตร์ครอบคลุมหลายสาขาวิชาที่มีความเกี่ยวข้องกัน ดังนี้:
สาขาหลักด้านการคำนวณและเทคโนโลยี
- วิทยาศาสตร์สารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information Science - GIScience): การศึกษาทฤษฎีและพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการจัดการข้อมูลภูมิศาสตร์
- ภูมิสารสนเทศศาสตร์ (Geoinformatics) และ จีโอแมติกส์ (Geomatics): การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการรวบรวม วิเคราะห์ และจัดการข้อมูลเชิงตำแหน่ง
- การสร้างภาพภูมิศาสตร์ (Geovisualization): การนำข้อมูลภูมิศาสตร์มานำเสนอในรูปแบบภาพเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น
- ภูมิศาสตร์เชิงเทคนิค (Technical Geography): การประยุกต์ใช้เครื่องมือทางเทคนิคในการวิเคราะห์ข้อมูลทางภูมิศาสตร์
สาขาที่สนับสนุนและเกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังมีสาขาวิชาอื่น ๆ ที่สนับสนุนการทำงานของข้อมูลภูมิศาสตร์ เช่น:
- การทำแผนที่ (Cartography): ศิลปะและวิทยาศาสตร์ในการสร้างแผนที่
- วิชาการรังวัด (Surveying) และ โทโพกราฟี (Topography): การวัดระยะและตำแหน่งบนพื้นผิวโลก
- การรับรู้ระยะไกล (Remote Sensing): การได้มาซึ่งข้อมูลโดยไม่ต้องสัมผัสกับวัตถุ เช่น การใช้ดาวเทียม
- การวัดระยะทางจากภาพถ่าย (Photogrammetry): การวิเคราะห์ข้อมูลจากภาพถ่ายเพื่อหาพิกัดและขนาด
- จีโอเดซี (Geodesy): วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการวัดรูปร่างและขนาดของโลก
- สถิติเชิงพื้นที่ (Geostatistics): การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้หลักการทางสถิติที่คำนึงถึงตำแหน่งที่ตั้ง
- ข่าวกรองภูมิสารสนเทศ (Geospatial Intelligence - GEOINT): การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคง
คำถามที่พบบ่อย
ข้อมูลภูมิศาสตร์แตกต่างจากข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างไร?
ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) คือข้อมูลใด ๆ ที่มีรูปร่างหรือตำแหน่ง แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่บนโลก เช่น แบบแปลนบ้านใน CAD ส่วนข้อมูลภูมิศาสตร์ (Geographic Data) คือข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ต้องมีการอ้างอิงพิกัดตำแหน่งบนพื้นโลกอย่างชัดเจน
ข้อมูลแบบ Vector และ Raster คืออะไร?
Vector คือการใช้จุด เส้น และรูปปิด เพื่อแทนวัตถุ (เช่น ถนน หรือ ขอบเขตจังหวัด) ส่วน Raster คือข้อมูลแบบตารางพิกเซล (เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม) ซึ่งเหมาะสำหรับการแสดงผลข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง เช่น ระดับความสูงของพื้นที่
มาตรฐาน ISO/TC 211 คืออะไร?
เป็นชุดมาตรฐานสากลที่กำหนดนิยามและโครงสร้างของข้อมูลภูมิศาสตร์และสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบและองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
