George Ormerod นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีชาวอังกฤษ
สรุปใจความสำคัญ
- เขียนหนังสือประวัติศาสตร์มณฑลเชเชียร์ (The History of the County Palatine and City of Chester) ระหว่างปี 1816-1819
- เป็นสมาชิกของ Royal Society และผู้ก่อตั้งสมาคมโบราณคดีหลายแห่ง
- ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา (Justice of the Peace) และรองผู้ว่าการมณฑลกลอสเตอร์เชียร์ (Deputy Lieutenant)
- ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ครอบครัวและที่ดินมากกว่าประวัติศาสตร์อุตสาหกรรม
George Ormerod (20 ตุลาคม 1785 – 9 ตุลาคม 1873) เป็นนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียง โดยผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขาคือการเขียนประวัติศาสตร์ฉบับสมบูรณ์ของมณฑลเชเชียร์ (Cheshire) ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ

ประวัติและการศึกษา
George Ormerod เกิดที่เมืองแมนเชสเตอร์ เขาได้รับการศึกษาเบื้องต้นเป็นการส่วนตัว และเข้าเรียนที่โรงเรียน King's School ในเมืองเชสเตอร์ ต่อมาได้ศึกษาภายใต้การดูแลของ Rev Thomas Bancroft ผู้เป็นวิการของเมืองโบลตัน
ในปี 1803 เขาเข้าศึกษาที่ Brasenose College มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (BA) ในปี 1806 และได้รับปริญญาโทกิตติมศักดิ์ (MA) ในปี 1807 เมื่อเขาบรรลุนิติภาวะในปี 1806 เขาได้รับมรดกเป็นที่ดินจำนวนมากใน Tyldesley และทางตอนใต้ของแลงคาเชียร์
ผลงานชิ้นเอก ประวัติศาสตร์แห่งเชเชียร์
ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุดคือหนังสือที่มีชื่อเต็มว่า The History of the County Palatine and City of Chester... incorporated with a republication of King's Vale Royal and Leycester's Cheshire antiquities ซึ่งตีพิมพ์ระหว่างปี 1816 ถึง 1819
ในการรวบรวมข้อมูล Ormerod ได้ศึกษาเอกสารจากปราสาทเชสเตอร์ และได้รับความช่วยเหลือจาก Hugh Cholmondeley คณบดีแห่งเชสเตอร์ รวมถึงครอบครัวชั้นนำในท้องถิ่น นอกจากนี้เขายังเดินทางสำรวจทุกตำบลในมณฑลเชเชียร์อย่างน้อยหนึ่งครั้งเพื่อความถูกต้องของข้อมูล
เนื้อหาของงานชิ้นนี้เน้นไปที่ประวัติศาสตร์ครอบครัว ประวัติศาสตร์ที่ดิน และภูมิศาสตร์โบราณคดี โดยเขาจงใจไม่กล่าวถึงเรื่องการพาณิชย์ อุตสาหกรรม หรือการขยายตัวของเมืองในยุคนั้น
บทบาททางสังคมและผลงานอื่นๆ
นอกเหนือจากงานเขียนประวัติศาสตร์ Ormerod ยังมีบทบาทสำคัญในสมาคมทางวิชาการหลายแห่ง:
- ได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ Royal Society ในปี 1819
- เป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง Historic Society of Lancashire and Cheshire (1848) และ Chester Archaeological Society (1849)
- เป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง Chetham Society และดำรงตำแหน่งในสภาบริหารตั้งแต่ปี 1843 ถึง 1848
ในช่วงบั้นปลายชีวิต หลังจากย้ายไปอยู่ที่ Sedbury Park ในกลอสเตอร์เชียร์ เขาได้หันมาสนใจโบราณคดีและประวัติศาสตร์โรมันในท้องถิ่น และได้ตีพิมพ์ผลงานชื่อ Strigulensia ในปี 1861 ซึ่งเกี่ยวข้องกับโบราณคดีรอบๆ ปราสาท Chepstow
ชีวิตครอบครัว
George Ormerod แต่งงานกับ Sarah Latham ในปี 1808 ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 10 คน (ลูกชาย 7 คน และลูกสาว 3 คน) ซึ่งหลายคนประสบความสำเร็จในวิชาชีพต่างๆ เช่น แพทย์ ทนายความ และนักกีฏวิทยา
คำถามที่พบบ่อย
George Ormerod มีชื่อเสียงจากผลงานอะไรมากที่สุด?
เขามีชื่อเสียงจากการเขียนประวัติศาสตร์ฉบับสมบูรณ์ของมณฑลเชเชียร์ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากเอกสารโบราณและการสำรวจพื้นที่จริง
George Ormerod มีบทบาทอย่างไรในวงการวิชาการอังกฤษ?
เขาเป็นสมาชิกของ Royal Society และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีหลายแห่ง เช่น Chetham Society และ Chester Archaeological Society
งานเขียนของเขามีลักษณะเด่นอย่างไร?
งานของเขามักเน้นไปที่ประวัติศาสตร์ครอบครัว การถือครองที่ดิน และโบราณคดี โดยจงใจละเว้นเรื่องการค้าและอุตสาหกรรม

