← กลับไปยังบทความทั้งหมด

โกคาร์ท ยานพาหนะสี่ล้อขนาดเล็กและการแข่งขัน

สรุปใจความสำคัญ

  • Art Ingels เป็นผู้สร้างโกคาร์ทเครื่องยนต์คันแรกในปี ค.ศ. 1956 ที่ลอสแอนเจลิส
  • แชสซีของโกคาร์ทไม่มีระบบกันสะเทือน โดยใช้ความยืดหยุ่นของท่อเหล็กโครโมลีในการซับแรงกระแทก
  • เครื่องยนต์สองจังหวะเป็นที่นิยมสูงสุดในการแข่งขันระดับอาชีพเนื่องจากมีอัตราเร่งและพละกำลังสูง
  • ประเภทของแชสซีแบบ Offset ถูกออกแบบมาเพื่อการแข่งขันในสนามที่เลี้ยวซ้ายเพียงอย่างเดียว

โกคาร์ท (Go-kart หรือ Go-cart) คือยานพาหนะสี่ล้อขนาดเล็กที่มีลักษณะเด่นคือเป็นรถล้อเปิด (Open-wheel car) หรือรถสี่ล้อขนาดเล็ก (Quadricycle) ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่รุ่นที่ไม่มีเครื่องยนต์สำหรับใช้ในกิจกรรมสันทนาการ รถโกคาร์ทไฟฟ้า ไปจนถึงรถโกคาร์ทสมรรถนะสูงที่ใช้ในการแข่งขันระดับอาชีพ

ประวัติของโกคาร์ทที่มีเครื่องยนต์เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1956 โดย Art Ingels เป็นผู้สร้างโกคาร์ทเครื่องยนต์คันแรกขึ้นในเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนายานพาหนะประเภทนี้ให้กลายเป็นกีฬายอดนิยมทั่วโลก

รถโกคาร์ทสำหรับการแข่งขัน
ตัวอย่างรถโกคาร์ทที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในสนามแข่ง

วิวัฒนาการและรูปแบบก่อนการมีเครื่องยนต์

คำว่า "Go-cart" ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เช่น ในภาพวาดของศิลปินชาวสกอตแลนด์ Hugh Cameron เมื่อปี ค.ศ. 1885 และในงานเขียนของ Charles Dickens ที่กล่าวถึงรถขนาดเล็กสำหรับผู้พิการ นอกจากนี้ยังมีรูปแบบของรถที่ขับเคลื่อนด้วยแรงโน้มถ่วง (Gravity racers) ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ "Soapbox cars" ในอเมริกาเหนือ หรือ "Billy carts" ในออสเตรเลีย ซึ่งมักเป็นรถประดิษฐ์เองที่ใช้ในการแข่งขันลงเนิน

ส่วนประกอบทางวิศวกรรม

แชสซี (Chassis)

แชสซีของโกคาร์ทผลิตจากท่อเหล็กโครโมลี (Chromoly tubing) โดยจุดเด่นคือจะไม่มีระบบกันสะเทือน (Suspension) ดังนั้นตัวแชสซีจึงต้องได้รับการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นเพียงพอเพื่อทำหน้าที่แทนระบบกันสะเทือน แต่ในขณะเดียวกันต้องมีความแข็งแรงพอที่จะไม่บิดตัวจนเสียการทรงตัวขณะเข้าโค้ง

ประเภทของแชสซีสามารถแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้ดังนี้:

  • แบบเปิด (Open): ไม่มีโครงเหล็กนิรภัย (Roll cage)
  • แบบมีโครงเหล็ก (Caged): มีโครงเหล็กนิรภัยล้อมรอบตัวผู้ขับขี่ มักใช้ในการแข่งบนทางฝุ่น (Dirt tracks)
  • แบบตรง (Straight): ผู้ขับขี่นั่งตรงกลางแชสซี ใช้สำหรับการแข่งแบบสปรินท์ (Sprint racing)
  • แบบเยื้อง (Offset): ผู้ขับขี่นั่งเยื้องไปทางซ้าย ใช้สำหรับการแข่งในสนามรูปวงรีที่เลี้ยวซ้ายเพียงอย่างเดียว (Speedway racing)

การปรับความแข็งของแชสซีมีผลต่อการควบคุมรถ โดยในสภาพถนนแห้ง แชสซีที่แข็งกว่าจะให้ประสิทธิภาพดีกว่า ส่วนในสภาพถนนเปียกหรือพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำ แชสซีที่ยืดหยุ่นกว่าจะช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น

ระบบเบรก

โดยทั่วไปจะใช้ดิสก์เบรกติดตั้งที่เพลาล้อหลัง สำหรับรถประเภท Shifter kart (รถโกคาร์ทแบบมีเกียร์) มักจะติดตั้งดิสก์เบรกที่ล้อหน้าด้วย และมีระบบกระบอกเบรกคู่ (Dual master cylinders) เพื่อปรับสมดุลแรงเบรกระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง

ระบบขับเคลื่อนและเครื่องยนต์

รถโกคาร์ทใช้เครื่องยนต์หลากหลายประเภทตามวัตถุประสงค์การใช้งาน:

เครื่องยนต์สี่จังหวะ (Four-stroke engines)

มักเป็นเครื่องยนต์อุตสาหกรรมระบายความร้อนด้วยอากาศ มีกำลังตั้งแต่ 5 ถึง 20 แรงม้า เช่น เครื่องยนต์จาก Honda, Briggs & Stratton และ Kohler นิยมใช้ในระดับเริ่มต้น รุ่นเยาวชน หรือรถโกคาร์ทเพื่อความบันเทิง นอกจากนี้ยังมีเครื่องยนต์สี่จังหวะสมรรถนะสูงที่ผลิตมาเพื่อการแข่งโกคาร์ทโดยเฉพาะ ซึ่งมีกำลังสูงถึง 48 แรงม้า

เครื่องยนต์สองจังหวะ (Two-stroke engines)

เป็นเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ ให้พละกำลังสูงกว่าเครื่องยนต์สี่จังหวะ โดยมีตั้งแต่ขนาด 60 ซีซี (ประมาณ 8 แรงม้า) ไปจนถึงขนาด 250 ซีซี (มากกว่า 90 แรงม้า) ประเภทที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลกคือเครื่องยนต์ 125 ซีซี แบบ TaG (Touch-and-Go) ซึ่งส่วนใหญ่ระบายความร้อนด้วยน้ำ

ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (Electric motors)

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2022 เป็นต้นมา เริ่มมีการนำมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้ในการแข่งขันโกคาร์ทในวงกว้างมากขึ้น เพื่อลดมลพิษและเสียงรบกวน

คำถามที่พบบ่อย

โกคาร์ทแตกต่างจากรถยนต์ทั่วไปอย่างไร?

โกคาร์ทเป็นยานพาหนะล้อเปิดที่ไม่มีระบบกันสะเทือนและไม่มีตัวถังปิดมิดชิด โดยใช้ความยืดหยุ่นของแชสซีในการควบคุมการทรงตัวแทนระบบกันสะเทือน

เครื่องยนต์แบบใดที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น?

เครื่องยนต์สี่จังหวะ (Four-stroke) เช่น เครื่องยนต์ Honda หรือ Briggs & Stratton เนื่องจากดูแลรักษาง่ายและมีพละกำลังที่เหมาะสมสำหรับผู้เริ่มต้นและเด็ก

Shifter kart คืออะไร?

Shifter kart คือรถโกคาร์ทสมรรถนะสูงที่มีระบบเกียร์ที่ผู้ขับขี่ต้องเปลี่ยนเกียร์เอง และมักจะมีระบบเบรกทั้งสี่ล้อเพื่อรองรับความเร็วที่สูงขึ้น

แชสซีแบบ Offset มีไว้เพื่ออะไร?

แชสซีแบบ Offset ออกแบบมาเพื่อให้จุดศูนย์ถ่วงของรถเยื้องไปทางซ้าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้งในสนามแข่งแบบวงรีที่เลี้ยวซ้ายเพียงอย่างเดียว