← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ประวัติศาสตร์นิพนธ์: การศึกษาและวิธีการเขียนประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ (Historiography): ศาสตร์แห่งการเขียนประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์นิพนธ์ คือการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการที่นักประวัติศาสตร์ใช้ในการพัฒนาประวัติศาสตร์ให้เป็นสาขาวิชาทางวิชาการ ในความหมายที่กว้างขึ้น ประวั

สรุปใจความสำคัญ

  • ประวัติศาสตร์นิพนธ์ไม่ใช่การศึกษาเหตุการณ์ในอดีตโดยตรง แต่เป็นการศึกษา 'วิธีการ' และ 'การตีความ' ที่นักประวัติศาสตร์ใช้ในการเขียนประวัติศาสตร์
  • Herodotus ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ก่อตั้งประวัติศาสตร์นิพนธ์ของกรีกในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล
  • ในช่วงศตวรรษที่ 20 มีการเปลี่ยนผ่านความสนใจจากประวัติศาสตร์การเมืองและทางการทูต ไปสู่ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมมากขึ้น

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ คือการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการที่นักประวัติศาสตร์ใช้ในการพัฒนาประวัติศาสตร์ให้เป็นสาขาวิชาทางวิชาการ ในความหมายที่กว้างขึ้น ประวัติศาสตร์นิพนธ์หมายถึงผลงานทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่เขียนขึ้นในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง โดยครอบคลุมถึงวิธีการที่นักวิชาการศึกษาหัวข้อนั้นๆ ผ่านการใช้แหล่งข้อมูล เทคนิคการวิจัย และแนวทางเชิงทฤษฎีในการตีความเอกสารทางประวัติศาสตร์

ภาพประกอบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์นิพนธ์
การศึกษาประวัติศาสตร์นิพนธ์ช่วยให้เราเข้าใจว่ามุมมองต่ออดีตเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอย่างไร

วิวัฒนาการของประวัติศาสตร์นิพนธ์ในระดับสากล

การพัฒนาของประวัติศาสตร์นิพนธ์เกิดขึ้นในหลายอารยธรรมทั่วโลก โดยมีจุดเริ่มต้นที่สำคัญดังนี้:

  • ยุโรป: เริ่มต้นในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล โดย Herodotus ผู้เขียน "Histories" ซึ่งถือเป็นผู้ก่อตั้งประวัติศาสตร์นิพนธ์ของกรีก ต่อมาในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล Cato the Elder รัฐบุรุษชาวโรมันได้เขียน "Origines" ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์ยุคแรกของโรมัน
  • เอเชีย: Sima Tan และ Sima Qian (บิดาและบุตร) ได้วางรากฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์ของจีนผ่านผลงาน "Shiji" ในสมัยจักรวรรดิฮั่น
  • ยุคกลาง: มีการบันทึกพงศาวดารในยุโรป จักรวรรดิเอธิโอเปียในแอฟริกาตะวันออก รวมถึงประวัติศาสตร์อิสลามโดยนักประวัติศาสตร์มุสลิม และประวัติศาสตร์เกาหลีและญี่ปุ่นที่ใช้แบบอย่างจากจีน
Still life with a globe, books, shells and corals
อุปกรณ์การเรียนรู้และบันทึกในอดีตเป็นรากฐานสำคัญของการรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์

การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคสมัยใหม่

ในช่วงศตวรรษที่ 18 หรือยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) ประวัติศาสตร์นิพนธ์ในโลกตะวันตกถูกหล่อหลอมโดยบุคคลสำคัญอย่าง Voltaire, David Hume และ Edward Gibbon ซึ่งวางรากฐานให้กับการเป็นสาขาวิชาสมัยใหม่

ในศตวรรษที่ 19 การศึกษาประวัติศาสตร์เริ่มมีความเป็นวิชาชีพมากขึ้นในมหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัย โดยมีความเชื่อว่าประวัติศาสตร์สามารถศึกษาได้ในลักษณะเดียวกับวิทยาศาสตร์ ต่อมาในศตวรรษที่ 20 นักประวัติศาสตร์ได้นำมิติทางสังคมศาสตร์ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เข้ามาผสมผสาน

การเปลี่ยนผ่านจากประวัติศาสตร์การเมืองสู่ประวัติศาสตร์สังคม

ในช่วงหลัง นักประวัติศาสตร์เริ่มเปลี่ยนความสนใจจากประวัติศาสตร์ทางการทูต เศรษฐกิจ และการเมืองแบบดั้งเดิม ไปสู่แนวทางใหม่ๆ โดยเฉพาะการศึกษาทางสังคมและวัฒนธรรม ตัวอย่างเช่น ในมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริการะหว่างปี 1975 ถึง 1995 สัดส่วนของศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์สังคมเพิ่มขึ้นจาก 31% เป็น 41% ในขณะที่ประวัติศาสตร์การเมืองลดลงจาก 40% เหลือ 30%

A laptop computer next to archival materials
การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ควบคู่กับเอกสารจดหมายเหตุช่วยให้นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำยิ่งขึ้น

คำศัพท์ที่สำคัญ

ในยุคต้นสมัยใหม่ คำว่า historiography หมายถึง "การเขียนประวัติศาสตร์" และ historiographer หมายถึง "นักประวัติศาสตร์" ซึ่งในบางประเทศ เช่น สวีเดน อังกฤษ และสกอตแลนด์ มีการแต่งตั้งตำแหน่ง "Historiographer Royal" (นักประวัติศาสตร์หลวง) เพื่อทำหน้าที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญของรัฐ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ประวัติศาสตร์นิพนธ์ถูกนิยามว่า "การศึกษาเกี่ยวกับวิธีการที่ประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้น ทั้งในอดีตและปัจจุบัน" ซึ่งหมายความว่าเมื่อเราศึกษาประวัติศาสตร์นิพนธ์ เราไม่ได้ศึกษาเหตุการณ์ในอดีตโดยตรง แต่ศึกษา การตีความที่เปลี่ยนแปลงไป ของเหตุการณ์เหล่านั้นผ่านงานเขียนของนักประวัติศาสตร์แต่ละคน

คำถามที่พบบ่อย

ประวัติศาสตร์นิพนธ์แตกต่างจากประวัติศาสตร์อย่างไร?

ประวัติศาสตร์คือการศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ส่วนประวัติศาสตร์นิพนธ์คือการศึกษาว่าเหตุการณ์เหล่านั้นถูกบันทึก ตีความ และนำเสนออย่างไรโดยนักประวัติศาสตร์

ใครคือบิดาแห่งประวัติศาสตร์นิพนธ์ของจีน?

Sima Tan และ Sima Qian เป็นผู้ก่อตั้งประวัติศาสตร์นิพนธ์ของจีนผ่านผลงานที่ชื่อว่า Shiji ในสมัยจักรวรรดิฮั่น

ทำไมมุมมองทางประวัติศาสตร์ถึงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา?

เพราะนักประวัติศาสตร์แต่ละยุคมีบริบททางสังคม ความเชื่อ และแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกัน รวมถึงการนำทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ใหม่ๆ มาใช้ในการวิเคราะห์