← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ประวัติและวิวัฒนาการของ Smith & Wesson

สรุปใจความสำคัญ

  • ก่อตั้งในปี 1856 โดย Horace Smith และ Daniel B. Wesson
  • เป็นผู้ผลิตปืนลูกโม่ Model 10 ซึ่งเป็นปืนมาตรฐานของตำรวจสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 20
  • Model 29 (.44 Magnum) กลายเป็นปืนที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากภาพยนตร์เรื่อง Dirty Harry
  • Model 3 เป็นปืนลูกโม่ใช้กระสุนปลอกกระบอกแรกที่กองทัพสหรัฐฯ รับรองให้ใช้งาน

Smith & Wesson Brands, Inc. (S&W) เป็นผู้ผลิตอาวุธปืนรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองแมรีวิลล์ รัฐเทนเนสซี บริษัทมีชื่อเสียงระดับโลกในด้านการผลิตปืนลูกโม่ (Revolver) และปืนพกที่มีคุณภาพสูง โดยมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19

จุดเริ่มต้นและการก่อตั้ง

บริษัทก่อตั้งขึ้นโดย Horace Smith และ Daniel B. Wesson ในปี 1856 ภายใต้ชื่อ "Smith & Wesson Revolver Company" อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นทั้งคู่ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท Smith & Wesson Company ในปี 1852 ที่เมืองนอริช รัฐคอนเนตทิคัต เพื่อพัฒนาปืนไรเฟิล Volcanic ซึ่งต่อมาบริษัทนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Volcanic Repeating Arms และถูกขายให้กับ Oliver Winchester ซึ่งกลายเป็นต้นกำเนิดของบริษัท Winchester Repeating Arms Company ในเวลาต่อมา

ความร่วมมือกับ Rollin White

ในช่วงที่สิทธิบัตรปืนลูกโม่ของ Samuel Colt กำลังจะหมดอายุในปี 1856 Daniel B. Wesson ได้พัฒนาต้นแบบปืนลูกโม่ที่ใช้กระสุนปลอก (Cartridge Revolver) แต่เขาจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี "โม่เจาะทะลุ" (Bored-through cylinder) ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของ Rollin White

Smith และ Wesson จึงได้ตกลงกับ White โดยการจ่ายค่ารอยัลตี้ (Royalty) เป็นจำนวน 0.25 ดอลลาร์ต่อกระบอก สำหรับทุกปืนลูกโม่ที่ผลิต ข้อตกลงนี้ทำให้ Smith & Wesson สามารถผลิตปืนลูกโม่ที่ใช้กระสุนปลอกได้สำเร็จ ในขณะที่ Rollin White ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิบัตรของตนเอง ซึ่งนำไปสู่ความล้มเหลวทางการเงินของ White ในที่สุด

การเติบโตในช่วงศตวรรษที่ 19

ความต้องการปืนลูกโม่ของ Smith & Wesson เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา (American Civil War) เนื่องจากทหารทั้งสองฝ่ายต่างซื้อปืนพกเพื่อใช้ในการป้องกันตัว ส่งผลให้ยอดสั่งซื้อปืน Model 1 พุ่งสูงขึ้นจนเกินกำลังการผลิตของโรงงาน

หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง บริษัทได้ปรับเปลี่ยนทิศทางจากการผลิตปืนพกขนาดเล็ก ไปสู่การผลิตปืนลูกโม่โครงสร้างขนาดใหญ่ที่ใช้กระสุนขนาดหนักขึ้น เช่น .44 S&W American ในปี 1870 โดยปืน Model 3 ได้ถูกนำไปใช้ในกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นปืนลูกโม่แบบใช้กระสุนปลอกกระบอกแรกที่กองทัพสหรัฐฯ รับรองให้ใช้งาน

ความสำเร็จของ Model 10

ในปี 1899 บริษัทได้เปิดตัวปืนลูกโม่รุ่น .38 Military & Police หรือที่รู้จักกันในชื่อ Model 10 ซึ่งกลายเป็นปืนมาตรฐานสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจในสหรัฐอเมริกาตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 โดยมีการผลิตออกมามากกว่า 6 ล้านกระบอก และอีก 1 ล้านกระบอกสำหรับกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

นวัตกรรมในศตวรรษที่ 20

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 Smith & Wesson ได้สร้างนวัตกรรมที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการนำกระสุนขนาด .357 Magnum มาใช้

  • .357 Registered Magnum: เปิดตัวในปี 1935 เป็นปืนลูกโม่กระบอกแรกที่ใช้กระสุน .357 Magnum ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย
  • Model 27: เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Registered Magnum และถูกกำหนดรหัสรุ่นในปี 1957
  • Model 29: เปิดตัวในปี 1955 ใช้กระสุนขนาด .44 Magnum ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Elmer Keith ผู้เชี่ยวชาญด้านกระสุนปืน รุ่นนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านภาพยนตร์เรื่อง Dirty Harry

ในปี 1965 ตระกูล Wesson ได้ขายหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทให้กับ Bangor Punta ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติของอเมริกา ในช่วงทศวรรษต่อมา Bangor Punta ได้ขยายสายผลิตภัณฑ์ของบริษัทให้ครอบคลุมถึงอุปกรณ์เสริม เช่น ซองปืน กุญแจมือ และเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์

คำถามที่พบบ่อย

Smith & Wesson ก่อตั้งขึ้นเมื่อไหร่และโดยใคร?

ก่อตั้งขึ้นในปี 1856 โดย Horace Smith และ Daniel B. Wesson หลังจากที่พวกเขาเคยร่วมกันพัฒนาปืนไรเฟิล Volcanic มาก่อน

ปืนรุ่นใดของ Smith & Wesson ที่มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่ตำรวจ?

Model 10 (.38 Military & Police) ซึ่งมีการผลิตมากกว่า 6 ล้านกระบอก และเป็นปืนมาตรฐานของตำรวจสหรัฐฯ เป็นเวลานาน

ทำไม Model 29 ถึงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง?

เพราะถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์เรื่อง Dirty Harry ทำให้ปืนลูกโม่ขนาด .44 Magnum กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทรงแรง

ความสัมพันธ์ระหว่าง Smith & Wesson กับบริษัท Winchester คืออะไร?

บริษัทแรกที่ Smith & Wesson ก่อตั้งร่วมกัน (Smith & Wesson Company) ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Volcanic Repeating Arms และถูกขายให้กับ Oliver Winchester ซึ่งกลายเป็นบริษัท Winchester Repeating Arms Company ในเวลาต่อมา