ประวัติศาสตร์การศึกษาและการรักษาโรคความดันโลหิตสูง
สรุปใจความสำคัญ
- สตีเฟน เฮลส์ เป็นบุคคลแรกที่ตีพิมพ์การวัดความดันโลหิตในปี ค.ศ. 1733
- เครื่องวัดความดันโลหิตแบบปลอกแขนถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1896 โดยสิปิโอเน ริวา-ร็อคชี ทำให้การวินิจฉัยในคลินิกเป็นไปได้จริง
- การศึกษาหัวใจแฟรมิงแฮมเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พิสูจน์ว่าความดันโลหิตสูงระดับปานกลางเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ยาขับปัสสาวะคลอโรไทอะไซด์ที่เปิดตัวในปี ค.ศ. 1958 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะที่มีประสิทธิภาพ
ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงในปัจจุบันเป็นผลมาจากการสะสมความรู้ทางสรีรวิทยาและการพัฒนาเครื่องมือทางการแพทย์ตลอดหลายศตวรรษ โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจพื้นฐานของระบบหัวใจและหลอดเลือด
จุดเริ่มต้นของการวัดความดันโลหิต
รากฐานของความรู้ด้านนี้เริ่มต้นจากงานของ วิลเลียม ฮาร์วีย์ (William Harvey) แพทย์ชาวอังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1578–1657 ผู้ซึ่งบรรยายถึงการไหลเวียนของเลือดในหนังสือ De motu cordis ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แพทย์เริ่มสนใจกลไกการทำงานของเลือดในร่างกาย
ต่อมาในปี ค.ศ. 1733 สตีเฟน เฮลส์ (Stephen Hales) นักบวชชาวอังกฤษ ได้ทำการวัดความดันโลหิตเป็นครั้งแรกและมีการตีพิมพ์เผยแพร่ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนการสังเกตทางคลินิกให้เป็นข้อมูลเชิงตัวเลข

การเชื่อมโยงระหว่างความดันโลหิตและโรคไต
ในช่วงศตวรรษที่ 19 แพทย์เริ่มสังเกตเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความดันโลหิตสูงกับความเสียหายของอวัยวะ โดยเฉพาะไต โทมัส ยัง (Thomas Young) ในปี ค.ศ. 1808 และ ริชาร์ด ไบร์ท (Richard Bright) ในปี ค.ศ. 1836 ได้ให้คำบรรยายเกี่ยวกับสภาวะที่ต่อมาถูกเรียกว่าโรคความดันโลหิตสูง โดยไบร์ทได้ระบุถึงความเชื่อมโยงระหว่างภาวะหัวใจโต (Cardiac Hypertrophy) และโรคไต ซึ่งในสมัยนั้นโรคไตมักถูกเรียกว่า "โรคของไบร์ท" (Bright's disease)
ในปี ค.ศ. 1850 จอร์จ จอห์นสัน (George Johnson) เสนอว่าหลอดเลือดที่หนาตัวขึ้นในไตที่พบในผู้ป่วยโรคของไบร์ท อาจเป็นการปรับตัวของร่างกายต่อความดันโลหิตที่สูงขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ. 1855 และ 1856 วิลเลียม เซนเฮาส์ เคอร์เกส (William Senhouse Kirkes) และ ลุดวิก ทราอูเบ (Ludwig Traube) ได้เสนอว่าความดันที่สูงขึ้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายโตและนำไปสู่ความเสียหายของไต
การเปลี่ยนผ่านสู่การวินิจฉัยทางคลินิก
เดิมทีเชื่อกันว่าความดันโลหิตสูงต้องเกิดจากโรคไตเท่านั้น แต่ในปี ค.ศ. 1874 เฟรเดอริก อักบาร์ มาโฮเมด (Frederick Akbar Mahomed) ได้รายงานการพบความดันโลหิตสูงในบุคคลที่ไม่มีหลักฐานของโรคไต โดยใช้เครื่องสฟิกโมกราฟ (Sphygmograph) ทำให้แนวคิดเรื่องโรคความดันโลหิตสูงในฐานะโรคของระบบไหลเวียนโลหิตโดยรวมเริ่มแพร่หลาย โดย เซอร์ คลิฟฟอร์ด ออลบัตต์ (Sir Clifford Allbutt) ได้เรียกสภาวะนี้ว่า "Hyperpiesia"
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1896 เมื่อ สิปิโอเน ริวา-ร็อคชี (Scipione Riva-Rocci) ประดิษฐ์เครื่องวัดความดันโลหิตแบบใช้ปลอกแขน (Cuff-based sphygmomanometer) ทำให้สามารถวัดความดันโลหิตในคลินิกได้อย่างสะดวก และในปี ค.ศ. 1905 นิโคไล โคโรตคอฟ (Nikolai Korotkoff) ได้พัฒนาเทคนิคการฟังเสียง (Auscultation) ด้วยหูฟังแพทย์ขณะปล่อยลมออกจากปลอกแขน ซึ่งเป็นวิธีที่ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
วิวัฒนาการของแนวคิดและการจำแนกโรค
ในปี ค.ศ. 1911 เอเบอร์ฮาร์ด แฟรงก์ (Eberhard Frank) ได้บัญญัติคำว่า "ความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ" (Essential Hypertension) เพื่อใช้อธิบายภาวะความดันโลหิตสูงที่หาต้นเหตุไม่ได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1928 แพทย์จากเมโยคลินิก (Mayo Clinic) ได้ใช้คำว่า "ความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรง" (Malignant Hypertension) เพื่ออธิบายกลุ่มอาการความดันโลหิตสูงมาก ร่วมกับภาวะจอประสาทตาเสื่อมและไตวาย ซึ่งมักนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
ในช่วงต้นถึงกลางศตวรรษที่ 20 มุมมองทางการแพทย์ต่อความดันโลหิตสูงระดับปานกลางยังมีความขัดแย้ง บางส่วนเชื่อว่าความดันที่สูงขึ้นเป็นกลไกการชดเชยของร่างกายที่ไม่ควรไปรบกวน อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 หลักฐานจากรายงานทางสถิติและการศึกษาติดตามระยะยาว เช่น การศึกษาหัวใจแฟรมิงแฮม (Framingham Heart Study) ได้พิสูจน์ว่าความดันโลหิตสูงแม้ในระดับที่ดูเหมือน "ไม่อันตราย" (Benign) ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างมีนัยสำคัญ
ประวัติการรักษาและยา
ในยุคโบราณ การรักษาภาวะที่เรียกว่า "โรคชีพจรแข็ง" (Hard pulse disease) ใช้วิธีการลดปริมาณเลือด เช่น การเจาะเลือดออก (Bloodletting) หรือการใช้ปลิง ซึ่งเป็นวิธีที่แนะนำโดยฮิปโปเครตีส (Hippocrates) และเกเลน (Galen)
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงกลางศตวรรษที่ 20 การรักษามีประสิทธิภาพต่ำและผลข้างเคียงสูง เช่น การจำกัดโซเดียมอย่างเข้มงวด การผ่าตัดตัดเส้นประสาทซิมพาเทติก (Sympathectomy) และการฉีดสารที่ทำให้เกิดไข้ (Pyrogen therapy) จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีการนำยา เช่น ไฮดราลาซีน (Hydralazine) และรีเซอพีน (Reserpine) มาใช้
ความก้าวหน้าครั้งสำคัญเกิดขึ้นในทศวรรษ 1950 ด้วยการค้นพบยาขับปัสสาวะชนิดรับประทานที่ทนต่อผลข้างเคียงได้ดี เช่น คลอโรไทอะไซด์ (Chlorothiazide) ในปี ค.ศ. 1958 ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้นในเวลาต่อมา
คำถามที่พบบ่อย
ใครเป็นคนแรกที่วัดความดันโลหิตได้?
สตีเฟน เฮลส์ (Stephen Hales) เป็นคนแรกที่ทำการวัดความดันโลหิตและตีพิมพ์ผลการศึกษาในปี ค.ศ. 1733
เสียงโคโรตคอฟ (Korotkoff sounds) คืออะไร?
คือเสียงที่ได้ยินผ่านหูฟังแพทย์ขณะที่ค่อยๆ ปล่อยลมออกจากปลอกแขนเครื่องวัดความดันโลหิต ซึ่งนิโคไล โคโรตคอฟ เป็นผู้บรรยายลักษณะเสียงนี้ในปี ค.ศ. 1905 เพื่อช่วยในการระบุค่าความดันโลหิต
ในอดีตมีความเชื่อผิดๆ อย่างไรเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง?
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แพทย์บางส่วนเชื่อว่าความดันโลหิตสูงระดับปานกลางเป็นกลไกการชดเชยของร่างกาย และไม่ควรทำการรักษาเพราะอาจเป็นอันตรายมากกว่าการรักษา
การรักษาความดันโลหิตสูงในยุคโบราณเป็นอย่างไร?
ในยุคโบราณใช้วิธีการลดปริมาณเลือดในร่างกาย เช่น การเจาะเลือดออกหรือการใช้ปลิงดูดเลือด เพื่อลดแรงดันในระบบไหลเวียนโลหิต

