← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ประวัติวารสาร Kinematograph Weekly บันทึกอุตสาหกรรมภาพยนตร์อังกฤษ

สรุปใจความสำคัญ

  • ก่อตั้งในปี 1889 ในชื่อ Optical Magic Lantern and Photographic Enlarger ก่อนเปลี่ยนเป็น Kinematograph Weekly ในปี 1907
  • เป็นวารสารการค้าหลักของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อังกฤษที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 1889 ถึง 1971
  • เป็นแหล่งข้อมูลรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศของอังกฤษที่สมบูรณ์ที่สุดผ่านการสำรวจรายปี
  • วิวัฒนาการจนกลายเป็นวารสาร Screen International ในปัจจุบัน

Kinematograph Weekly หรือที่รู้จักกันในชื่อ Kine Weekly เป็นวารสารการค้า (Trade Paper) ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนและบันทึกข้อมูลของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสหราชอาณาจักร โดยมีการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ. 1889 จนถึงปี ค.ศ. 1971

หน้าปกวารสาร Kinematograph Weekly
ตัวอย่างหน้าปกของวารสาร Kinematograph Weekly ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

ที่มาของชื่อ

คำว่า Kinematograph มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกสองคำ คือ Kinumai ซึ่งหมายถึง การเคลื่อนที่ หรือ การเคลื่อนไหว และ Grapho ซึ่งหมายถึง การเขียน หรือ การจารึก เมื่อนำมารวมกันจึงมีความหมายในเชิงการ "เขียนด้วยแสงและการเคลื่อนไหว" ซึ่งสะท้อนถึงธรรมชาติของภาพยนตร์ในยุคเริ่มต้น

ประวัติและการดำเนินงาน

วารสารฉบับนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1889 โดยเริ่มแรกใช้ชื่อว่า Optical Magic Lantern and Photographic Enlarger ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์รายเดือน ต่อมาในปี ค.ศ. 1907 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Kinematograph Weekly โดยมี E. T. Heron ผู้ซึ่งเป็นทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์ นักอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการด้านการพิมพ์ เป็นผู้จัดพิมพ์ในยุคแรก

เนื้อหาภายในวารสารครอบคลุมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ได้แก่:

  • ข่าวสารในแวดวงการค้าภาพยนตร์
  • การลงโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการ
  • บทวิจารณ์ภาพยนตร์
  • คำแนะนำในการจัดฉายภาพยนตร์ (Exhibition Advice)
  • รายงานการประชุมขององค์กรการค้า เช่น สมาคมผู้จัดฉายภาพยนตร์ (Cinematograph Exhibitors' Association) และสมาคมผู้เช่าฟิล์ม (Kinema Renters' Society)

ในปี ค.ศ. 1914 วารสารได้ขยายขอบเขตการนำเสนอข้อมูลด้วยการจัดทำสิ่งพิมพ์รายปี ได้แก่ Kinematograph Yearbook, Program Diary and Directory เพื่อเป็นคู่มืออ้างอิงสำหรับคนในวงการ

การเปลี่ยนมือเจ้าของและการสิ้นสุด

Kinematograph Weekly ตกเป็นของสำนักพิมพ์ Odhams และในช่วงท้ายของการดำเนินงานได้ถูกจัดพิมพ์โดย Longacre Press ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Odhams (ซึ่งเดิมคือบริษัท Hultons ผู้จัดพิมพ์นิตยสาร Picture Post และการ์ตูน Eagle) ต่อมาในปี ค.ศ. 1970 บริษัท Odhams ถูกควบรวมโดย IPC Specialist and Professional Press Ltd

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1971 วารสารนี้ถูกขายให้กับบริษัท British and American Film Holdings Ltd และได้ถูกนำไปควบรวมกับวารสารคู่แข่งอย่าง Today's Cinema จนกระทั่งในเดือนกันยายน ค.ศ. 1975 ได้มีการรีแบรนด์และเปิดตัวใหม่ในชื่อ Screen International ซึ่งยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบันภายใต้การดูแลของ Media Business Insight

คุณค่าทางประวัติศาสตร์และการวิจัย

ฉบับย้อนหลังของ Kinematograph Weekly ถือเป็นบันทึกที่มีค่ามหาศาลสำหรับการศึกษาพัฒนาการของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ในอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลการสำรวจรายได้รายปี (Annual Polls) ซึ่งถือเป็นบันทึกรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศ (Box-office records) ของอังกฤษที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่มีอยู่

ปัจจุบัน โครงการวิจัยประวัติศาสตร์ภาพยนตร์อังกฤษ (British Cinema History Research Project) ของมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย (University of East Anglia) ได้จัดทำดัชนีออนไลน์บางส่วน ซึ่งครอบคลุมช่วงปี ค.ศ. 1955 ถึง 1971 รวมถึงช่วงเวลาสำคัญอื่นๆ เช่น ปลายทศวรรษ 1890, ต้นปี 1915 และช่วงปี 1943-1945 ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ผ่าน British Newspaper Archive

คำถามที่พบบ่อย

Kinematograph Weekly คืออะไร?

เป็นวารสารการค้าสำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสหราชอาณาจักรที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 1889 ถึง 1971 โดยนำเสนอข่าวสาร การวิจารณ์ และข้อมูลทางธุรกิจของภาพยนตร์

ชื่อ Kinematograph มีที่มาจากอะไร?

มาจากภาษากรีกคำว่า Kinumai (เคลื่อนไหว) และ Grapho (เขียน) หมายถึงการเขียนด้วยแสงและการเคลื่อนไหว

ปัจจุบัน Kinematograph Weekly เปลี่ยนเป็นวารสารอะไร?

หลังจากถูกควบรวมกับ Today's Cinema ในปี 1971 วารสารนี้ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Screen International ในปี 1975

ทำไมวารสารนี้จึงสำคัญต่อนักวิจัยภาพยนตร์?

เพราะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่ละเอียดมาก โดยเฉพาะข้อมูลรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศของอังกฤษที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งช่วยให้นักวิจัยเข้าใจแนวโน้มของอุตสาหกรรมในอดีตได้

สามารถหาอ่าน Kinematograph Weekly ย้อนหลังได้ที่ไหน?

สามารถเข้าถึงดัชนีออนไลน์บางส่วนได้ผ่านโครงการวิจัยของมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย และ British Newspaper Archive