ประวัติศาสตร์เมืองยอร์ก จากป้อมปราการโรมันสู่ศูนย์กลางมรดกโลก
สรุปใจความสำคัญ
- ก่อตั้งเป็นป้อมปราการทางทหารชื่อ Eboracum โดยชาวโรมันในปี ค.ศ. 71
- เป็นสถานที่ที่จักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราชได้รับการสถาปนาเป็นจักรพรรดิโรมัน
- เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรนอร์ทัมเบรียในยุคแองเกิล และเป็นศูนย์กลางการค้า Jórvík ในยุคไวกิ้ง
- เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของอังกฤษในปี ค.ศ. 1660
เมืองยอร์ก (York) ในประเทศอังกฤษ เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน โดยมีหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งชี้ถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในภูมิภาคนี้ย้อนกลับไปได้ถึง 8,000 ถึง 7,000 ปีก่อนคริสตกาล แม้ว่าการก่อตั้งในฐานะเมืองจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นสหัสวรรษแรกของคริสต์ศักราช แต่รากฐานของยอร์กถูกหล่อหลอมผ่านการเปลี่ยนผ่านของหลายวัฒนธรรม ตั้งแต่ชาวเซลต์ โรมัน แองเกิล และไวกิ้ง

ยุคก่อนประวัติศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานระยะแรก
หลักฐานทางโบราณคดีชี้ให้เห็นว่ามีการตั้งถิ่นฐานในบริเวณเมืองยอร์กตั้งแต่ยุคหินใหม่ (Neolithic) โดยพบขวานหินขัดบริเวณฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของแม่น้ำอูส (River Ouse) ใกล้กับสะพานสการ์โบโร (Scarborough Bridge) นอกจากนี้ยังมีการค้นพบเครื่องมือหินและอาวุธจากยุคสำริด (Bronze Age) รวมถึงหลุมฝังศพและภาชนะดินเผาในบริเวณบูธัม (Bootham) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีการใช้งานมาอย่างต่อเนื่อง
ในยุคเหล็ก (Iron Age) พื้นที่รอบยอร์กมีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์และมีการแบ่งพื้นที่ด้วยคูน้ำและแนวพุ่มไม้ โดยมีการค้นพบหลักฐานของฟาร์มสเตด (Farmstead) ในยุคเหล็กตอนปลายที่นาเบิร์น (Naburn) ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 4.8 กิโลเมตร
ยุคโรมัน การก่อตั้ง Eboracum
ชาวโรมันเรียกชนเผ่าในพื้นที่นี้ว่า บริแกนทีส (Brigantes) และ ปาริสิไอ (Parisii) เมืองยอร์กถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 71 โดยนายพล ควินตัส เพทิลลิอุส เซเรียลิส (Quintus Petillius Cerialis) และกองพลที่ 9 (Ninth Legion) ซึ่งได้สร้างป้อมปราการทางทหารที่เรียกว่า castra บนพื้นที่ราบเหนือแม่น้ำอูส ใกล้กับจุดบรรจบของแม่น้ำฟอส (River Foss)

ป้อมปราการแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยหิน ครอบคลุมพื้นที่ 50 เอเคอร์ และเป็นที่พำนักของทหารกว่า 6,000 นาย โดยชื่อในยุคโรมันคือ Eboracum (หรือ Eburacum) ซึ่งปรากฏในจารึกไม้จากป้อมวินโดลันดา (Vindolanda) ช่วงปี ค.ศ. 95–104
ยอร์กมีความสำคัญทางการเมืองอย่างสูงในยุคโรมัน โดยจักรพรรดิหลายพระองค์ เช่น จักรพรรดิฮาเดรียน (Hadrian), เซปติมิอุส เซเวรัส (Septimius Severus) และคอนสแตนติอุสที่ 1 (Constantius I) เคยใช้ที่นี่เป็นศูนย์กลางการบัญชาการ โดยจักรพรรดิเซเวรัสได้ประกาศให้ยอร์กเป็นเมืองหลวงของมณฑลบริตานเนีย อินฟีเรียร์ (Britannia Inferior) และมอบสิทธิพิเศษในฐานะ colonia (เมืองอาณานิคม) นอกจากนี้ คอนสแตนติอุสที่ 1 ได้สิ้นพระชนม์ที่นี่ และพระโอรสคือ จักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช (Constantine the Great) ได้รับการสถาปนาเป็นจักรพรรดิโดยกองทหารที่ประจำการอยู่ในป้อมแห่งนี้
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคแองเกิลและไวกิ้ง
หลังจากการถอนตัวของโรมันในช่วงปี ค.ศ. 400 ชาวแองเกิล (Angles) ได้เข้ามาครอบครองพื้นที่และปรับเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น Eoforwīc หรือ Eoforīc ในภาษาอังกฤษโบราณ ซึ่งมีความหมายว่า "เมืองหมูป่า" ยอร์กกลายเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเดอิรา (Deira) และต่อมาเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรนอร์ทัมเบรีย (Northumbria) ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7
ต่อมาเมื่อชาวไวกิ้งเข้ายึดครอง พวกเขาได้ปรับชื่อเมืองเป็น Jórvík ในภาษานอร์สโบราณ ซึ่งยังคงความหมายที่เกี่ยวข้องกับหมูป่าเช่นกัน ยอร์กในยุคไวกิ้งกลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญในยุโรปเหนือ
ยุคกลางจนถึงยุคสมัยใหม่
ภายหลังการพิชิตของชาวนอร์มันในปี ค.ศ. 1066 เมืองยอร์กได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ต่อมาได้ฟื้นตัวและกลายเป็นศูนย์กลางการบริหารของมณฑลยอร์กเชียร์ (Yorkshire) ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ยอร์กเข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างมาก
ในช่วงสงครามกลางเมืองอังกฤษ (English Civil War) ยอร์กถูกมองว่าเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายนิยมกษัตริย์ (Royalist) จนกระทั่งถูกล้อมและยึดครองโดยกองกำลังฝ่ายรัฐสภาภายใต้การนำของลอร์ดแฟร์แฟกซ์ (Lord Fairfax) ในปี ค.ศ. 1644 อย่างไรก็ตาม ยอร์กยังคงรักษาความสำคัญในฐานะเมืองหลักทางตอนเหนือ และในปี ค.ศ. 1660 ยอร์กเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของอังกฤษ รองจากลอนดอนและนอริช
ในปัจจุบัน ยอร์กเป็นเมืองที่อนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ไว้อย่างดีเยี่ยม โดยมีเขตอนุรักษ์ 34 แห่ง อาคารที่ได้รับการขึ้นทะเบียน (Listed buildings) 2,084 หลัง และโบราณสถานสำคัญ 22 แห่ง ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมตั้งแต่ยุคโรมัน ไวกิ้ง ยุคกลาง ไปจนถึงยุคจอร์เจียน
คำถามที่พบบ่อย
ชื่อเมืองยอร์กมีที่มาจากอะไร?
ชื่อยอร์กมีการเปลี่ยนแปลงตามผู้ครอบครอง โดยเริ่มจาก Eboracum ในยุคโรมัน ต่อมาชาวแองเกิลเปลี่ยนเป็น Eoforwīc และชาวไวกิ้งเปลี่ยนเป็น Jórvík ซึ่งทั้งหมดมีความหมายเชื่อมโยงกับ 'หมูป่า' ในภาษาของแต่ละวัฒนธรรม
ความสำคัญของเมืองยอร์กในยุคโรมันคืออะไร?
ยอร์กเป็นที่ตั้งของป้อมปราการทางทหารที่สำคัญ และเคยเป็นเมืองหลวงของมณฑลบริตานเนีย อินฟีเรียร์ รวมถึงเป็นสถานที่ที่จักรพรรดิหลายพระองค์ใช้เป็นศูนย์กลางการบัญชาการรบ
ยอร์กมีความสำคัญอย่างไรในยุคกลาง?
ยอร์กเป็นศูนย์กลางการบริหารของมณฑลยอร์กเชียร์ และมีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างมากในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15
