← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การบ้าน ประโยชน์ ผลกระทบ และข้อถกเถียงเรื่องประสิทธิภาพ

สรุปใจความสำคัญ

  • การบ้านไม่ส่งผลดีต่อผลการเรียนของเด็กเล็กอย่างมีนัยสำคัญ
  • นักเรียนระดับมัธยมศึกษาได้รับประโยชน์จากการบ้านในปริมาณที่เหมาะสม แต่ปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลเสียต่อผลการเรียน
  • นักเรียนที่เรียนอ่อนมักได้รับประโยชน์จากการทำการบ้านมากกว่านักเรียนที่เรียนเก่ง

การบ้าน คือชุดของงานที่ครูมอบหมายให้ผู้เรียนนำกลับไปทำที่บ้าน เพื่อทบทวนหรือฝึกฝนทักษะที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียน งานเหล่านี้อาจรวมถึงการอ่านหนังสือที่กำหนด การเขียนโครงการ การแก้โจทย์คณิตศาสตร์ หรือการเตรียมตัวก่อนการทดสอบ

นักเรียนกำลังทำการบ้าน
การบ้านเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ที่นักเรียนต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง

วัตถุประสงค์ของการมอบหมายการบ้าน

เป้าหมายพื้นฐานของการให้การบ้านมักสอดคล้องกับเป้าหมายของการศึกษาโดยรวม อย่างไรก็ตาม ครูผู้สอนมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลายในการมอบหมายงาน ดังนี้:

  • การเสริมสร้างทักษะ: เพื่อทบทวนและตอกย้ำทักษะที่สอนในชั้นเรียน
  • การขยายความรู้: เพื่อให้ผู้เรียนนำทักษะไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆ
  • การเตรียมความพร้อม: เพื่อเตรียมตัวสำหรับบทเรียนในอนาคต
  • การส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก: เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
  • การพัฒนาทักษะการจัดการเวลา: ฝึกฝนการจัดระเบียบและทักษะการศึกษา
  • การสื่อสารระหว่างบ้านและโรงเรียน: ส่งเสริมการสื่อสารระหว่างผู้ปกครองและนักเรียน
  • การร่วมมือกัน: สนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างเพื่อนนักเรียน
  • การปฏิบัติตามนโยบาย: เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของโรงเรียนหรือเขตการศึกษา
อุปกรณ์การเรียนและการบ้าน
การมอบหมายงานที่เหมาะสมช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

ผลกระทบของการบ้านต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ

การวิจัยเกี่ยวกับการบ้านมีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 1900 แต่ยังคงไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับประสิทธิภาพโดยรวม ผลลัพธ์ของการศึกษาแตกต่างกันไปตามกลุ่มอายุและเกณฑ์การวัดผล

สำหรับ เด็กเล็ก การบ้านมักไม่ส่งผลดีต่อผลการเรียน และในบางกรณีอาจส่งผลเสียหรือไม่มีผลเลย การอ้างว่าการบ้านช่วยให้เด็กเล็กสร้างนิสัยการเรียนที่ดีนั้นยังไม่มีงานวิจัยรองรับอย่างชัดเจน

สำหรับ วัยรุ่น นักเรียนที่ใช้เวลาทำการบ้านมากขึ้นมักจะมีเกรดและคะแนนสอบที่สูงกว่า อย่างไรก็ตาม หากปริมาณการบ้านมากเกินไป (เช่น มากกว่า 90 นาทีต่อวันในระดับมัธยมต้น หรือมากกว่า 2 ชั่วโมงในระดับมัธยมปลาย) อาจส่งผลให้ผลการเรียนแย่ลงได้

นอกจากนี้ พบว่านักเรียนที่เรียนอ่อนมักจะได้รับประโยชน์จากการทำการบ้านมากกว่านักเรียนที่เรียนเก่ง แต่ในความเป็นจริง ครูมักจะมอบหมายการบ้านให้นักเรียนที่เรียนเก่งมากกว่า และให้น้อยกว่าสำหรับนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

ผลกระทบที่ไม่ใช่ทางวิชาการ

ปริมาณการบ้านไม่ได้ส่งผลต่อทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อโรงเรียนเสมอไป แต่มีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในวัยรุ่นบางกลุ่มมีค่าความสัมพันธ์เชิงบวก

ในขณะที่ผู้ปกครองและครูเชื่อว่าการบ้านช่วยพัฒนาความรับผิดชอบและทักษะการศึกษา แต่นักเรียนมักมีความรู้สึกเชิงลบต่อการทำการบ้าน และรู้สึกว่าตนเองมีความผูกพันกับการเรียนรู้น้อยลงเมื่อเทียบกับกิจกรรมอื่นๆ

ความแตกต่างระหว่างงานที่มีประสิทธิภาพและ "งานยุ่ง" (Busy Work)

เส้นแบ่งระหว่างงานที่ส่งเสริมการเรียนรู้และ "งานยุ่ง" (Busy Work) นั้นบางมาก งานยุ่งคือการบ้านที่มอบหมายให้ทำเพียงเพื่อให้เด็กยุ่งอยู่กับอะไรบางอย่าง โดยไม่มีคุณค่าทางการเรียนรู้ที่แท้จริง เช่น การระบายสีรูปภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาทางเคมี ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อกำลังใจและเกรดของนักเรียน

อย่างไรก็ตาม งานที่ใช้เวลามาก เช่น รายงานการทดลองทางวิทยาศาสตร์ อาจไม่ใช่ "งานยุ่ง" เสมอไป เพราะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้ง

การส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ผ่านการบ้านที่เน้นการคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ จะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาความหมายจากความรู้และมีความผูกพันกับการเรียนรู้มากขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

การบ้านมีประโยชน์อย่างไร?

การบ้านช่วยเสริมสร้างทักษะที่เรียนในห้องเรียน, พัฒนาทักษะการจัดการเวลา, และส่งเสริมการสื่อสารระหว่างผู้ปกครองและนักเรียน

ปริมาณการบ้านที่เหมาะสมคือเท่าใด?

สำหรับนักเรียนมัธยมต้น ผลการเรียนจะเริ่มลดลงหากทำการบ้านมากกว่า 90 นาทีต่อวัน และสำหรับมัธยมปลายจะลดลงหากทำมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน

งานยุ่ง (Busy Work) คืออะไร?

คืองานที่มอบหมายให้ทำโดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเรียนรู้ที่ชัดเจน ซึ่งส่งผลเสียต่อทัศนคติของนักเรียนมากกว่าที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้