หวีไฟฟ้าและหวีร้อน ประวัติศาสตร์และการใช้งานเพื่อการยืดผม
สรุปใจความสำคัญ
- หวีร้อนเป็นอุปกรณ์โลหะที่ใช้ความร้อนเพื่อยืดผมเส้นใหญ่หรือผมหยิกให้เรียบตรง
- Walter Sammons เป็นผู้ได้รับสิทธิบัตรหวีร้อนในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1920
- การใช้หวีร้อนที่อุณหภูมิสูงเกินไปอาจทำให้เกิดแผลไหม้รุนแรงและรอยแผลเป็นบนหนังศีรษะ
- ความเชื่อที่ว่าหวีร้อนเป็นสาเหตุหลักของโรคผมร่วงแบบเกิดแผลเป็น (Hot comb alopecia) ถูกโต้แย้งโดยงานวิจัยในภายหลัง
หวีร้อน (Hot comb) หรือที่รู้จักในชื่อ หวีสำหรับยืดผม (Straightening comb) หรือหวีรีดผม (Pressing comb) คือหวีโลหะที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการยืดเส้นผมที่มีลักษณะหนาหรือหยิกให้เรียบตรงและสร้างเนื้อสัมผัสของเส้นผมให้ดูเรียบเนียนยิ่งขึ้น โดยหลักการทำงานคือการใช้ความร้อนในการเปลี่ยนรูปทรงของเส้นผมตั้งแต่บริเวณโคนผม ซึ่งหวีร้อนสามารถได้รับความร้อนได้สองวิธีหลัก คือการนำไปลนกับแหล่งกำเนิดความร้อนโดยตรง หรือการใช้ระบบทำความร้อนด้วยไฟฟ้าในรุ่นสมัยใหม่
ประวัติการพัฒนาของหวีร้อน
จุดเริ่มต้นของอุปกรณ์ทำความร้อนเพื่อจัดแต่งทรงผมมีรากฐานมาจากการพยายามให้เส้นผมที่หยิกหนามีลักษณะเรียบตรง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในบางยุคสมัย โดยในฝรั่งเศสช่วงปี ค.ศ. 1872 Francois Marcel Grateau ได้นำเสนอเครื่องหนีบผมที่ให้ความร้อนเพื่อสร้างลอนผม (Marcel Wave) ซึ่งกลายเป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างยาวนาน นอกจากนี้ L. Pelleray จากปารีสยังเป็นผู้ผลิตเครื่องหนีบผมร้อนในช่วงทศวรรษ 1870 อีกด้วย
การพัฒนาในสหรัฐอเมริกา
ในสหรัฐอเมริกา Elroy J. Duncan ได้ผลิตหวีโลหะให้ความร้อนซึ่งในช่วงแรกถูกทำการตลาดในฐานะอุปกรณ์สำหรับตกแต่งหนวดเคราของผู้ชาย อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์นี้ยังถูกนำเสนอให้ผู้หญิงใช้เพื่อเลียนแบบทรงผมที่ดู "ฟูและนุ่มนวล" ของศิลปินชื่อดังในยุคนั้น เช่น Lillie Langtry และ Adelina Patti
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการแข่งขันในการพัฒนาหวีร้อนอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 1912 ร้าน Mme. Baum's Hair Emporium ในนิวยอร์กได้โฆษณาหวีสำหรับยืดผมรุ่นปรับปรุงใหม่ และในปี ค.ศ. 1914 Emilia Baum ได้รับสิทธิบัตรสำหรับหวีอบแห้งผม (Hair drying comb) แม้ว่าจะไม่ใช่หวีสำหรับยืดผมโดยตรงก็ตาม
ต่อมาในปี ค.ศ. 1915 บริษัท Humania Hair Company และ Wolf Brothers ได้เริ่มจำหน่ายหวีร้อนที่ทำจากทองเหลืองและหวีที่ใช้ตัวทำความร้อนแบบแอลกอฮอล์ ในขณะที่บริษัท La Creole จากเมืองหลุยส์วิลล์ได้อ้างว่าสามารถประดิษฐ์หวีที่ทำความร้อนได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้เปลวไฟภายนอก
สิทธิบัตรและความเข้าใจผิดทางประวัติศาสตร์
Walter Sammons จากฟิลาเดลเฟีย เป็นผู้ยื่นขอสิทธิบัตรหมายเลข 1,362,823 เมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1920 และได้รับอนุมัติในวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1920
มีข้อเข้าใจผิดบ่อยครั้งที่ระบุว่า Annie Malone ผู้ก่อตั้งบริษัท Poro หรือ Madam C. J. Walker เป็นผู้ประดิษฐ์หวีร้อน อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานในจดหมายเหตุของสำนักงานสิทธิบัตรสหรัฐฯ ไม่พบชื่อ Annie Malone เป็นผู้ถือสิทธิบัตรหวีร้อนในปี ค.ศ. 1920 ส่วน Madam C. J. Walker นั้นไม่เคยอ้างว่าตนเองเป็นผู้ประดิษฐ์หวีร้อน แม้ว่าเธอจะมีการสั่งซื้อหวีจากซัพพลายเออร์หลายราย รวมถึง Louisa B. Cason ซึ่งได้รับสิทธิบัตรหวีในปี ค.ศ. 1922
ผลกระทบและข้อควรระวังในการใช้งาน
การใช้หวีร้อนแบบดั้งเดิมมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและผลกระทบต่อสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะ ดังนี้:
- การเผาไหม้: เนื่องจากหวีร้อนมักถูกทำให้ร้อนเกิน 65 องศาเซลเซียส (149 องศาฟาเรนไฮต์) หากใช้งานไม่ระมัดระวังอาจทำให้เกิดแผลไหม้รุนแรงและเกิดรอยแผลเป็นบนหนังศีรษะได้
- การอักเสบของรูขุมขน: ในอดีตมีการใช้ปิโตรเลียมเจลลี่ (Petrolatum) ร้อนร่วมกับหวีร้อน ซึ่งเชื่อกันว่าทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังรอบรูขุมขนส่วนบน ส่งผลให้ปลอกรากผมชั้นนอกเสื่อมสภาพ
ประเด็นเรื่องโรคผมร่วง (Alopecia)
ในอดีตมีความเชื่อว่าการใช้หวีร้อนนำไปสู่ภาวะผมร่วงที่เรียกว่า "Hot comb alopecia" หรือกลุ่มอาการเสื่อมของรูขุมขน (Follicular Degeneration Syndrome - FDS) ซึ่งเป็นภาวะผมร่วงแบบเกิดแผลเป็นที่ไม่อาจรักษาให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาในปี ค.ศ. 1992 พบว่ามีความสัมพันธ์ที่ต่ำมากระหว่างการใช้หวีร้อนกับการเกิดโรคนี้ และข้อสันนิษฐานที่ว่าการใช้หวีร้อนเป็นสาเหตุหลักของโรคดังกล่าวได้รับการโต้แย้งในเวลาต่อมา
คำถามที่พบบ่อย
หวีร้อนแตกต่างจากเครื่องหนีบผมไฟฟ้าในปัจจุบันอย่างไร?
หวีร้อนมีลักษณะเป็นหวีโลหะที่ใช้ความร้อนในการรีดผมจากโคนผมโดยตรง ซึ่งในอดีตต้องใช้การลนไฟ แต่ปัจจุบันมีรุ่นที่ใช้ไฟฟ้า ในขณะที่เครื่องหนีบผมไฟฟ้า (Flat Iron) จะใช้การหนีบเส้นผมระหว่างแผ่นความร้อนสองแผ่น
ใครเป็นผู้ประดิษฐ์หวีร้อนคนแรก?
ประวัติศาสตร์ระบุว่ามีการพัฒนาอุปกรณ์ทำความร้อนในฝรั่งเศสช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แต่ในสหรัฐอเมริกา Walter Sammons เป็นผู้ได้รับสิทธิบัตรสำหรับอุปกรณ์นี้ในปี ค.ศ. 1920
การใช้หวีร้อนอันตรายหรือไม่?
มีความเสี่ยงหากใช้อุณหภูมิสูงเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลไหม้รุนแรงบนหนังศีรษะ และในอดีตมีการใช้สารหล่อลื่นร่วมด้วยที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อรูขุมขน
Madam C. J. Walker เป็นผู้ประดิษฐ์หวีร้อนจริงหรือไม่?
ไม่จริง ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ Madam C. J. Walker ไม่เคยอ้างว่าตนเองเป็นผู้ประดิษฐ์หวีร้อน แต่เธอเป็นผู้จัดจำหน่ายและนำอุปกรณ์นี้มาใช้ในธุรกิจดูแลเส้นผมของเธอ