← กลับไปยังบทความทั้งหมด

โฮวาร์ด เอส. เบกเกอร์ บิดาแห่งทฤษฎีการตีตราและสังคมวิทยาความเบี่ยงเบน

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นผู้บุกเบิกทฤษฎีการตีตรา (Labeling Theory) ผ่านหนังสือ 'Outsiders' ปี 1963
  • เป็นสมาชิกคนสำคัญของสำนักชิคาโก รุ่นที่สอง (Second Chicago School of Sociology)
  • นำเสนอแนวคิดว่าความเบี่ยงเบนเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้น (Social Construction) ไม่ใช่คุณสมบัติส่วนบุคคล
  • มีพื้นฐานเป็นนักเปียโนอาชีพ ซึ่งส่งผลต่อการศึกษาด้านสังคมวิทยาของดนตรีและศิลปะ

โฮวาร์ด ซอล เบกเกอร์ (Howard Saul Becker, 18 เมษายน 1928 – 16 สิงหาคม 2023) เป็นนักสังคมวิทยาชาวอเมริกันผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแนวคิดทางสังคมวิทยา โดยเฉพาะในด้านสังคมวิทยาความเบี่ยงเบน (Sociology of Deviance) สังคมวิทยาของศิลปะ และดนตรี เบกเกอร์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากการนำเสนอ ทฤษฎีการตีตรา (Labeling Theory) ซึ่งเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อพฤติกรรมเบี่ยงเบนจากการมองว่าเป็นคุณลักษณะส่วนบุคคล ไปสู่การมองว่าเป็นผลผลิตจากการนิยามทางสังคม

ภาพถ่ายของโฮวาร์ด เอส. เบกเกอร์
โฮวาร์ด เอส. เบกเกอร์ นักสังคมวิทยาผู้ทรงอิทธิพลแห่งสำนักชิคาโก

ประวัติและการศึกษา

เบกเกอร์เกิดในครอบครัวชาวยิวในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ เขาเริ่มเล่นเปียโนตั้งแต่วัยเยาว์และทำงานเป็นนักเปียโนอาชีพในบาร์และสถานบันเทิงตั้งแต่อายุ 15 ปี ซึ่งประสบการณ์ในฐานะนักดนตรีนี้เองที่ทำให้เขาได้สัมผัสกับวัฒนธรรมการใช้ยาเสพติด ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหัวข้อสำคัญในงานวิจัยทางสังคมวิทยาของเขา

เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยชิคาโก (University of Chicago) โดยได้รับอิทธิพลอย่างสูงจาก เอเวอเรตต์ ซี. ฮิวจ์ส (Everett C. Hughes) ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเขา เบกเกอร์ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม "สำนักชิคาโก รุ่นที่สอง" (Second Chicago School of Sociology) ร่วมกับนักคิดคนสำคัญอย่าง เออร์วิง กอฟฟ์แมน (Erving Goffman) และ แอนเซล์ม สเตราส์ (Anselm Strauss)

เส้นทางอาชีพและการสอน

หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาเอกในวัย 23 ปี เบกเกอร์ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้กัญชาที่สถาบันวิจัยเยาวชน (Institute for Juvenile Research) และได้รับทุนวิจัยจากมูลนิธิฟอร์ด (Ford Foundation) รวมถึงทำงานที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

ในด้านการสอน เบกเกอร์ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น (Northwestern University) ตั้งแต่ปี 1965 ถึง 1991 และต่อมาได้ย้ายไปเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington) จนกระทั่งเกษียณอายุในปี 1999 นอกจากนี้เขายังได้รับเกียรติให้เป็นศาสตราจารย์พิเศษด้านดนตรีอีกด้วย

ผลงานและคุณูปการทางวิชาการ

ทฤษฎีการตีตรา (Labeling Theory)

ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเบกเกอร์คือหนังสือชื่อ Outsiders (1963) ซึ่งวางรากฐานให้กับทฤษฎีการตีตรา เบกเกอร์เสนอว่า "ความเบี่ยงเบน" ไม่ใช่คุณสมบัติที่มีอยู่แต่เดิมในตัวบุคคลหรือการกระทำ แต่เป็นผลมาจากการที่สังคมหรือกลุ่มผู้มีอำนาจ "ตีตรา" หรือนิยามว่าการกระทำนั้นๆ เป็นสิ่งผิดปกติหรือยอมรับไม่ได้

แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อบุคคลถูกตีตราว่าเป็น "คนนอก" (Outsider) หรือผู้กระทำผิด สังคมจะเริ่มปฏิบัติกับเขาในแบบที่ตอกย้ำสถานะดังกล่าว ซึ่งอาจนำไปสู่การที่บุคคลนั้นยอมรับอัตลักษณ์ของผู้กระทำผิดและกระทำความผิดซ้ำในที่สุด

สังคมวิทยาของศิลปะและดนตรี

นอกเหนือจากเรื่องความเบี่ยงเบน เบกเกอร์ยังสนใจในกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะและดนตรี โดยเขามองว่าศิลปะไม่ใช่ผลงานของ "อัจฉริยะ" เพียงคนเดียว แต่เป็นผลผลิตของ "โลกแห่งศิลปะ" (Art Worlds) ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศิลปิน ผู้จัดการ ผู้สนับสนุน และผู้ชม

รางวัลและเกียรติยศ

ตลอดชีวิตการทำงาน เบกเกอร์ได้รับรางวัลระดับสูงมากมาย เช่น ทุนกุกเกนไฮม์ (Guggenheim Fellowship), รางวัล Charles Horton Cooley และรางวัลเกียรติยศจากสมาคมสังคมวิทยาอเมริกัน (American Sociological Association) รวมถึงปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์

คำถามที่พบบ่อย

ทฤษฎีการตีตรา (Labeling Theory) ของโฮวาร์ด เบกเกอร์ คืออะไร?

คือแนวคิดที่ว่าความเบี่ยงเบนไม่ได้เกิดจากตัวการกระทำเอง แต่เกิดจากการที่สังคมหรือผู้มีอำนาจกำหนดนิยามและตีตราว่าการกระทำนั้นเป็นความเบี่ยงเบน ทำให้ผู้ถูกตีตรากลายเป็น 'คนนอก' ของสังคม

โฮวาร์ด เบกเกอร์ มีความเกี่ยวข้องกับสำนักชิคาโกอย่างไร?

เบกเกอร์สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิคาโกและทำงานวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสำนักชิคาโก โดยเขาถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 'สำนักชิคาโก รุ่นที่สอง' ร่วมกับ Erving Goffman

หนังสือ 'Outsiders' มีความสำคัญอย่างไรในทางสังคมวิทยา?

เป็นหนังสือที่นำเสนอการวิเคราะห์เรื่องการใช้กัญชาและนักดนตรีแจ๊ส เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเป็น 'คนนอก' เกิดจากกระบวนการทางสังคมและการตีตรา มากกว่าจะเป็นเรื่องของพยาธิสภาพส่วนบุคคล